DIT เตรียมควบคุมสินค้าเพิ่ม 12 รายการ พร้อมรับมือผลกระทบต่อ SME จากวิกฤตตะวันออกกลาง

DIT เตรียมควบคุมสินค้าเพิ่ม 12 รายการ พร้อมรับมือผลกระทบต่อ SME จากวิกฤตตะวันออกกลาง

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สรุปประเด็น

  • กรมการค้าภายในเตรียมเสนอเพิ่มสินค้าควบคุม 12 รายการ รวมถึงน้ำดื่มและเม็ดพลาสติก เพื่อคุมราคาท่ามกลางต้นทุนพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง

  • ต้นทุนเม็ดพลาสติกและค่าขนส่งสูง ทำให้น้ำดื่มบรรจุขวดปรับขึ้นราคาแพ็คละ 5 บาท กระทบผู้บริโภคและธุรกิจจำนวนมาก

  • ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกระแทก SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยโดยตรง ทำให้ต้องบริหารต้นทุนและรับความเสี่ยงด้านสต็อกและบรรจุภัณฑ์มากขึ้น

กรมการค้าภายในเตรียมเสนอ 12 รายการ สินค้าควบคุมเพิ่ม รวมถึง น้ำดื่ม และ เม็ดพลาสติก เพื่อรับมือสถานการณ์ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาเม็ดพลาสติกและค่าขนส่งที่ส่งผลให้ น้ำดื่มปรับขึ้นราคา 5 บาทต่อแพ็ค ซึ่งสร้างภาระหนักแก่ SMEs และผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่แพงขึ้น ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน

กรมการค้าภายใน (DIT) เตรียมเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมอีก 12 รายการ ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการราคาสินค้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยสินค้าที่ถูกจับตาเป็นพิเศษและมีแนวโน้มจะถูกจัดเป็นสินค้าควบคุมได้แก่ น้ำดื่ม และ เม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในห่วงโซ่การผลิตและบริโภคที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้น

หลังจากผู้ผลิต น้ำดื่มบรรจุขวด ได้แจ้งปรับขึ้นราคาขายส่งถึง แพ็คละ 5 บาท โดยให้เหตุผลหลักมาจากต้นทุนของ เม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันดีเซล การขึ้นราคาของสินค้าจำเป็นพื้นฐานอย่างน้ำดื่มนี้ ส่งสัญญาณถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆ

ต้นตอของปัญหาดังกล่าวมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้ซัพพลายน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีในตลาดโลกตึงตัว ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบและเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสินค้าในหลายอุตสาหกรรมต้องเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้กรมการค้าภายในต้องติดตามและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ผู้ประกอบการ SMEs อย่างชัดเจน

เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กมักมีสต็อกวัตถุดิบที่จำกัดและมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ ทำให้ต้องแบกรับ ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง ที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการรายย่อย และ ร้านค้าขนาดเล็ก รวมถึง ร้านค้าแผงลอย ที่ต้องเผชิญกับภาระที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากวัตถุดิบอาหารและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่มีราคาแพงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการขาดแคลนสินค้าในบางรายการ

สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่าย น้ำดื่ม นั้น จะต้องบริหารจัดการต้นทุน เม็ดพลาสติก และ ค่าขนส่ง ที่เพิ่มขึ้นอย่างระมัดระวัง ซึ่งอาจส่งผลต่อการกำหนดราคาขายและอัตรากำไรของกิจการ การที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมราคาสินค้า จึงสะท้อนถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อภาวะเงินเฟ้อ และความจำเป็นในการพยุงค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจประเทศให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ภายใต้ความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปี 2568: เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน และฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ

รัฐบาลอนุทินแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ปี 2568: เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน และฟื้นความเชื่อมั่นประเทศ

25 กันยายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 29 กันยายน 2568 มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจ หนี้ประชาชน ความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคง พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยี พลังงานสีเขียว และการค้าระหว่างประเทศ

Sunday Recap 14-19 ก.ค. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์  ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ

Sunday Recap 14-19 ก.ค. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์ ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ

19 กรกฎาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

บสย. ค้ำสินเชื่อ SMEs กว่า 2 หมื่นราย พร้อมเปิดมาตรการพิเศษ 5,000 ล้าน ธอส. รีไฟแนนซ์บ้านดอกเบี้ยต่ำ 0.99% ลดภาระหนี้ครัวเรือน ขณะที่สมาคมแฟคตอริ่งเสนอ 4 ข้อช่วย SMEs เข้าถึงทุน ด้าน “วิทัย รัตนากร” ถูกเสนอชื่อเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ ครม. ดันไทยเป็น Financial Hub แต่ ธปท. เตือนเสี่ยงฟอกเงิน 3 แบงก์ใหญ่ไทยปรับระบบแอปฯ เพิ่มความปลอดภัย และ ทรัมป์รับรอง Stablecoin หนุนคริปโต

วางแผนสต๊อก–คุมต้นทุน–เสริมธุรกิจไม่เกี่ยวกับน้ำมัน 5 กลยุทธ์สำคัญที่ปั๊มน้ำมันรายย่อยต้องทำทันทีในวิกฤตราคาน้ำมัน

วางแผนสต๊อก–คุมต้นทุน–เสริมธุรกิจไม่เกี่ยวกับน้ำมัน 5 กลยุทธ์สำคัญที่ปั๊มน้ำมันรายย่อยต้องทำทันทีในวิกฤตราคาน้ำมัน

10 มีนาคม 2569

กองบรรณาธิการ

ยุคน้ำมันแพงจากความตึงเครียดในต่างประเทศกำลังกดดันต้นทุนของปั๊มน้ำมันรายย่อยโดยตรง บทความนี้ชวนผู้ประกอบการมองวิกฤตให้รอบด้าน แล้ววาง 5 กลยุทธ์สำคัญทั้งการวางแผนสต๊อก คุมต้นทุน และเสริมรายได้จากธุรกิจ Non-oil เพื่อปรับโมเดลจาก “ขายแต่น้ำมัน” ไปสู่ธุรกิจที่ยืดหยุ่นและอยู่รอดได้ในระยะยาว