รายงานธปท.เผย SMEs ไทยยังติดหล่ม หนี้เสียพุ่ง-กระแสเงินสดไม่ฟื้น

รายงานธปท.เผย SMEs ไทยยังติดหล่ม หนี้เสียพุ่ง-กระแสเงินสดไม่ฟื้น

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

รายงานธปท.เผย SMEs ไทยยังติดหล่มโควิด หนี้เสีย SM พุ่ง 5.7% กระแสเงินสดไม่ฟื้น ธุรกิจใหญ่ ICR ลดลง เสี่ยงกระทบระบบการเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในรายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2567 ว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทยยังคงประสบปัญหาการฟื้นตัวที่ล่าช้าจากผลกระทบโควิด-19 โดยมีสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นและคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงอย่างต่อเนื่อง

หนี้เสีย SMEs เร่งตัวขึ้นอย่างรุนแรง

รายงานชี้ให้เห็นว่า ความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจด้อยลงจากปีก่อน โดยสัดส่วนสินเชื่อ Special Mention (SM หรือ Stage 2) ในปี 2567 เร่งตัวขึ้นอย่างมากอยู่ที่ร้อยละ 5.7 จากร้อยละ 4.5 ในปี 2566

ขณะที่สัดส่วน Non-Performing Loan (NPL) แม้จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2567 แต่เริ่มทรงตัวในไตรมาส 4 อย่างไรก็ตาม การเร่งตัวขึ้นของทั้ง SM และ NPL เกิดจากการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ SMEs เป็นสำคัญ

กระแสเงินสดยังไม่ฟื้นจากโควิด

ปัญหาหลักของ SMEs ไทยคือการฟื้นตัวที่ช้าและสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้น ซึ่งสะท้อนจากกระแสเงินสดที่ปรับแย่ลงตั้งแต่ช่วง COVID-19 โดยมีสาเหตุหลักจาก 2 ปัจจัย คือ รายได้ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และสินเชื่อการค้า (supplier trade credit term) ที่ตึงตัวขึ้น

ธปท. ระบุว่า ธุรกิจขนาดเล็กฟื้นตัวช้ากว่าธุรกิจขนาดใหญ่อย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งยังมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อเป็นทุนเดิมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มส่งสัญญาณเตือน

ไม่เพียงแต่ SMEs เท่านั้น แม้แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ก็เริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ถึงความสามารถในการชำระหนี้ที่ด้อยลง โดยอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio: ICR) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.4 เท่าในปี 2567 จาก 4.9 เท่าในปี 2566

การลดลงนี้มาจากภาคการผลิตเป็นหลัก ซึ่งบางส่วนต้องเผชิญแรงกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ICR ของธุรกิจขนาดใหญ่ในทุกภาคธุรกิจยังคงสูงกว่าระดับที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการชำระหนี้ที่ 1 เท่าอย่างมีนัย

ภาพรวมหนี้ภาคธุรกิจยังควบคุมได้

แม้จะมีปัญหาในระดับ SMEs แต่ภาพรวมหนี้ภาคธุรกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ โดยสัดส่วนหนี้ภาคธุรกิจต่อ GDP ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 83.5 ปรับลดลงจากสิ้นปี 2566 ที่ร้อยละ 86.8

ทั้งนี้ การลดลงเกิดจากการกู้ยืมที่ชะลอลงมากกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนหนี้ภาคธุรกิจต่อ GDP ของไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่าและมีแนวโน้มปรับลดลงสวนทางกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ (EMs) และประเทศพัฒนาแล้ว (AEs)

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

รายงานเตือนว่า บริษัทขนาดใหญ่บางรายมีการก่อหนี้ในระดับสูง (Highly Leveraged Large Corporations: HLLCs) ที่มีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (net debt to equity) สูงกว่าค่าเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนอื่นๆ

แม้ว่าบริษัทเหล่านี้จะยังมีผลประกอบการอยู่ในเกณฑ์ดีและส่วนใหญ่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ดี แต่บริษัทบางแห่งมีการก่อหนี้เพิ่มอย่างต่อเนื่องหรือมีผลประกอบการลดลงจากปีก่อน

ธปท. เน้นย้ำว่าต้องติดตาม HLLCs ที่มีระดับหนี้สูงและมีความเสี่ยงด้านความสามารถในการชำระหนี้สูงขึ้น เนื่องจากหนี้ที่อยู่ในระดับสูงเป็นการสะสมความเปราะบางทางการเงินที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังฐานะการเงินของนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน ตลาดทุน กองทุนรวม บริษัทประกันภัย และสหกรณ์ออมทรัพย์

รายงานนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัว แต่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs ยังต้องการเวลาในการปรับตัวและฟื้นฟูสภาพคล่องให้กลับสู่ระดับปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม