จีนโต้กลับสงครามการค้า ถอนการลงทุนกองทุนสหรัฐฯ

จีนโต้กลับสงครามการค้า ถอนการลงทุนกองทุนสหรัฐฯ

ทีมบรรณาธิการ / ทีมเศรษฐกิจ ต่างประเทศ

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า กองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนกำลังถอนตัวจากการลงทุนในกองทุน Private Equity (PE) ของบริษัทสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลก ตามรายงานของ Financial Times เมื่อวันจันทร์

แหล่งข่าวผู้บริหารจากบริษัท Private Equity เจ็ดรายที่ให้ข้อมูลกับ Financial Times ระบุว่า กองทุนจีนบางแห่งยังพยายามขอยกเว้นไม่ให้เงินลงทุนของตนถูกนำไปลงทุนในบริษัทสหรัฐฯ แม้จะเป็นการลงทุนผ่านบริษัท Private Equity ที่ตั้งอยู่นอกสหรัฐฯ ก็ตาม

ผู้บริหารหลายรายจากบริษัทซื้อกิจการ (Buyout) จะไม่เข้าไปลงทุนในกองทุนของบริษัทสหรัฐฯ อีกต่อไป ในขณะที่บางรายกำลังถอนตัวจากแผนการจัดสรรเงินทุนที่ยังไม่ได้มีการผูกพันอย่างเป็นทางการ

 

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปที่จีนในสงครามการค้า โดยกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจีนในอัตรา 145% ซึ่งปักกิ่งตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าอเมริกันในอัตรา 125%

แหล่งข่าวไม่ระบุชื่อสามรายยืนยันกับ Financial Times ว่า การถอนตัวดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันจากรัฐบาลจีน

China Investment Corporation (CIC) ซึ่งเคยจัดตั้ง "กองทุนพันธมิตร" Private Equity ร่วมกับ Goldman Sachs ในสมัยแรกของทรัมป์ เป็นหนึ่งในกองทุนจีนหลายแห่งที่ถอยห่างจากการลงทุนในสหรัฐฯ

บริษัท Private Equity ของสหรัฐฯ ที่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากนักลงทุนที่มีรัฐบาลจีนหนุนหลัง ได้แก่ Global Infrastructure Partners ซึ่งถูกซื้อโดย BlackRock เมื่อปีที่แล้ว, Thoma Bravo, Vista Equity Partners, Carlyle และ Blackstone

กระแสเงินทุนไหลเข้ายุโรป หนีตลาดสหรัฐฯ

ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก LSEG Lipper แสดงให้เห็นว่า กองทุนตราสารทุนยุโรปได้รับเงินลงทุนไหลเข้าอย่างมหาศาลถึง 1.113 หมื่นล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 16 เมษายน ขณะที่กองทุนตราสารทุนเอเชียได้รับเงินไหลเข้าสุทธิ 3.64 พันล้านดอลลาร์

ในทางตรงกันข้าม กองทุนตราสารทุนสหรัฐฯ ประสบกับเงินไหลออกสุทธิถึง 1.062 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับภาษีการค้าของสหรัฐฯ และความวิตกที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นยุโรปร่วงลงอย่างหนักเมื่อต้นเดือนนี้หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสูงกับประเทศคู่ค้า แต่ได้ฟื้นตัวเล็กน้อยหลังจากการประกาศเลื่อนการบังคับใช้มาตรการตอบโต้ออกไป 90 วัน

ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ภายใต้แรงกดดัน

กองทุนพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่ภายใต้แรงขายอย่างหนักในสัปดาห์ถึงวันที่ 16 เมษายน โดยนักลงทุนได้ขายกองทุนพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นสัปดาห์ที่ห้าติดต่อกัน คิดเป็นมูลค่าสุทธิ 1.007 หมื่นล้านดอลลาร์ สะท้อนความกังวลว่ามาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์อาจจุดชนวนให้เกิดเงินเฟ้อและผลักดันเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

กองทุนพันธบัตรประเภท High-yield bond เผชิญกับเงินไหลออกสุทธิ 5.17 พันล้านดอลลาร์ เป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกันของการขายสุทธิ ในขณะที่กองทุนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของสหรัฐฯ ได้รับเงินไหลเข้ามหาศาลถึง 7.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่สามติดต่อกันของการซื้อสุทธิ

เดวิด ไวส์มิลเลอร์ ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนที่ Aristotle Pacific Capital กล่าวว่า การไหลเข้าของเงินทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและกองทุนพันธบัตรอนุรักษ์นิยมอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ความไม่แน่นอนในตลาดยังคงอยู่ในระดับสูง

สำหรับกองทุน Private Equity หรือ PE เป็นรูปแบบการลงทุนที่ระดมทุนจากนักลงทุนรายใหญ่ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูง เพื่อนำไปซื้อกิจการ ปรับโครงสร้าง และขายต่อเพื่อทำกำไร

บริษัท PE มักมุ่งเน้นการลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือการนำบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออกมาเป็นบริษัทเอกชน เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและเพิ่มมูลค่าในระยะเวลา 3-7 ปี ก่อนที่จะขายกิจการหรือนำกลับเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง

การถอนตัวของจีนจากการลงทุนใน Private Equity ของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนในอุตสาหกรรมการลงทุนทั่วโลกในระยะยาว