สงครามภาษีสหรัฐฯ: ความเสี่ยงและโอกาสส่งออกไทย

สงครามภาษีสหรัฐฯ: ความเสี่ยงและโอกาสส่งออกไทย

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

สำนักงานส่งเสริมการค้าต่างประเทศ ไมอามี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เสนอรายงานเจาะลึกการประกาศขึ้นภาษีสินค้ารถยนต์และอะไหล่รถยนต์ของทรัมป์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามประกาศการปรับการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์มายังสหรัฐอเมริกา (Proclamations: Adjusting Imports of Automobiles and Automobile Parts Into the United States) ซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญในการประกาศกำหนดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์บางประเภทมายังสหรัฐฯจากทุกแหล่งที่มา ในอัตราร้อยละ 25 เพิ่มเติมขึ้นไปจากอัตราภาษีอื่นใดที่มีอยู่แล้วทั้งหมด

โดยข้อสังเกตที่น่าสนใจของการประกาศครั้งนี้คือการแบ่งแยกการคำนวณอัตราภาษีที่แยกจากกันระหว่างส่วนประกอบของรถยนต์ที่มาจากสหรัฐฯ (U.S. content) และ ส่วนประกอบที่ไม่ได้มาจากสหรัฐฯ (Non-U.S. Content) เพื่อป้องกันความพยายามในการหลบเลี่ยงอัตราภาษีดังกล่าวในขั้นตอนการสำแดงสินค้าเข้ามายังสหรัฐฯ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนนี้


อัตราภาษีนำเข้าในครั้งนี้จะครอบคลุมการนำเข้ารถยนต์ส่วนบุคคล (Passenger Vehicles) ได้แก่

  • รถเก๋ง (Sedans) รถยนต์อเนกประสงค์ (Sport Utility Vehicles: SUV)
  • รถยนต์อเนกประสงค์แบบครอสโอเวอร์ (Crossover Utility Vehicles: CUV)
  • รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (Minivans) รถตู้บรรทุกของ (Cargo Vans)
  • รถบรรทุกขนาดเล็ก (Light Trucks) หรือเรียกรวมกันว่า “รถยนต์” (Automobiles)

และชิ้นส่วนรถยนต์บางประเภท ได้แก่

  • เครื่องยนต์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ (Engine and Engine Parts)
  • ชิ้นส่วนระบบส่งกำลังและระบบส่งกำลัง (Transmissions and powertrain parts)
  • ส่วนประกอบไฟฟ้า (Electrical Components) หรือเรียกรวมกันว่า “ชิ้นส่วนรถยนต์” (Automobile Parts)

โดยสาเหตุปัจจัยหลักที่ทำให้ ปธน.ทรัมป์ออกประกาศกำแพงภาษีนำเข้าครั้งนี้ เนื่องจากมองว่าปริมาณและพฤติการณ์การนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์บางประเภทมายังสหรัฐฯในปัจจุบันอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ บั่นทอนขีดความสามารถของสหรัฐฯในการรักษาความยืดหยุ่นของฐานอุตสาหกรรมในประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตยานยนต์ของสหรัฐฯได้เผชิญกับความท้าทายในระบบห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขาดแคลนวัตถุดิบและส่วนประกอบ การขาดแคลนแรงงาน การประท้วงหยุดงาน และการขาดแคลนชิ้นส่วนไฟฟ้า ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมยานยนต์ต่างประเทศซึ่งได้รับการอุดหนุนอย่างไม่เป็นธรรม และมีนโยบายอุตสาหกรรมที่ก้าวร้าวกลับเติบโตขึ้นอย่างมาก


โดยในปัจจุบัน จากปริมาณรถยนต์ที่ขายในสหรัฐฯนั้น มีรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น การเสื่อมถอยเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อฐานอุตสาหกรรมในประเทศและความมั่นคงของชาติ อัตราการผลิตรถยนต์ของสหรัฐฯในตลาดโลกก็ยังคงทรงตัว อีกทั้งอัตราการจ้างงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยเช่นกัน ปธน.ทรัมป์จึงเห็นว่ามีความจำเป็นและเหมาะสมที่จะกำหนดกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า เพื่อเป็นการปรับการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์บางประเภทเพื่อไม่ให้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯต่อไป

สาระสำคัญของการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ ได้แก่

(1) การนำเข้าสินค้าทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในภาคผนวก I (ภาคผนวกยังไม่ได้ถูกเผยแพร่) ของประกาศนี้หรือในภาคผนวกที่ตามมาของประกาศนี้ ตามที่ระบุไว้ในประกาศฉบับถัดไปใน Federal Register ยกเว้นที่ระบุไว้เป็นอย่างอื่นในประกาศนี้ จะต้องเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 25 สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อการบริโภค หรือนำออกจากคลังสินค้ามาเพื่อการบริโภค ในหรือหลังวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568 สำหรับรถยนต์ และในวันที่ระบุไว้ใน Federal Register สำหรับชิ้นส่วนรถยนต์ แต่ต้องไม่เกินวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 และจะยังคงมีผลบังคับใช้ เว้นแต่คำสั่งการดำเนินการดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลง  โดยอัตราภาษีนำเข้าดังกล่าวจะเป็นส่วนที่เพิ่มเติมจากอัตราภาษี ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่มีอยู่แต่เดิม

(2) สำหรับรถยนต์ที่เข้าข่ายได้รับข้อยกเว้นพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้ข้อตกลง USMCA บริษัทผู้นำเข้ารถยนต์สามารถรวบรวมเอกสารรายละเอียดสัดส่วน “ส่วนประกอบจากสหรัฐฯ” (U.S. Content) ไปยังรัฐมนตรีฯ (“ส่วนประกอบจากสหรัฐฯ” หมายถึงมูลค่าของรถยนต์ที่เกิดจากชิ้นส่วนที่ได้มาทั้งหมด (wholly obtained), ผลิตทั้งหมด (produced entirely), หรือแปรรูป (substantially transformed) ในสหรัฐฯ เป็นหลัก) โดยรัฐมนตรีฯอาจพิจารณาอนุมัติการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่า 25 เปอร์เซ็นต์ตามข้อ (1) เฉพาะกับมูลค่าของ “ส่วนประกอบที่ไม่ได้มาจากสหรัฐฯ” (Non-U.S. Content) เท่านั้น ทั้งนี้ “ส่วนประกอบที่ไม่ได้มาจากสหรัฐฯ” คือส่วนต่างของมูลค่า “ส่วนประกอบจากสหรัฐฯ” จากมูลค่าสุทธิของรถยนต์ที่ต้องนำมาคิดคำนวณภาษีนำเข้าสินค้ามูลค่า 25 เปอร์เซ็นต์ (ไม่รวมส่วนประกอบที่มาจากสหรัฐฯ)

(3) หากสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (U.S. Customs and Border Protection: CBP) พิจารณาแล้วเห็นว่ามูลค่าที่สำแดงของ “ส่วนประกอบที่ไม่ได้มาจากสหรัฐฯ” ของรถยนต์ที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ ตามที่อธิบายไว้ในข้อ (2) ไม่ถูกต้องโดยอาจมีการสำแดง “ส่วนประกอบจากสหรัฐฯ” เกินจริงนั้น (สำแดงเท็จ)   หน่วยงานศุลกากร (CBP) มีสิทธิ์เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ดังกล่าวขั้นสูงสุดในอัตราร้อยละ 25 ของมูลค่าจริงที่ประเมินได้ทันที ไม่ว่าสัดส่วนมูลค่าส่วนประกอบตามจริงเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ จะมีการจัดเก็บภาษีนำเข้าดังกล่าวย้อนหลังจากวันที่พบการสำแดงสัดส่วนเกินจริง (อาจมีพร้อมค่าปรับตามระยะเวลา) ไปถึงวันที่ประกาศใช้ (3 เมษายน 2025) และจะมีการจัดเก็บภาษีนำเข้า (อาจมีพร้อมค่าปรับตามระยะเวลา) ตั้งแต่วันที่พบการสำแดงสัดส่วนเกินจริงไปจนถึงวันที่ผู้นำเข้าแก้ไขการสำแดงสัดส่วนดังกล่าวให้ถูกต้องตามที่ CBP ยืนยัน ในอัตรามูลค่าเต็มของรถยนต์รุ่นเดียวกันทั้งหมดที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ โดยผู้นำเข้ารายเดียวกัน ทั้งนี้ ข้อกำหนดนี้ไม่มีผลบังคับใช้หรือส่งผลต่อค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(4) อัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 25 ที่ระบุไว้ตามข้อ (1) จะยังไม่ครอบคลุมสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่เข้าข่ายข้อยกเว้นพิเศษทางภาษีศุลกากรภายใต้ข้อตกลง USMCA จนกว่ารัฐมนตรีฯจะหารือกับ CBP ในการกำหนดกระบวนการเพื่อบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้ากับมูลค่าเฉพาะ“ส่วนประกอบที่ไม่ได้มาจากสหรัฐฯ” ของชิ้นส่วนรถยนต์เหล่านั้น และเผยแพร่ประกาศใน Federal Register แล้วเสร็จ

(5) เนื้อความตามข้อ (4) จะไม่ครอบคลุมถึงชุดประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ (automobile knock-down kit) หรือส่วนประกอบชิ้นส่วน (parts compilations) โดยเนื้อความตามข้อ (4) ของประกาศนี้จะใช้เฉพาะกับชิ้นส่วนรถยนต์ตามที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1 ของประกาศนี้ (ยังไม่ประกาศ) หรือเป็นไปตามเนื้อความในข้อ (4)

(6) รัฐมนตรีฯ จะหารือกับคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (International Trade  Commission) และ CBP เพื่อกำหนดการปรับเปลี่ยนรายละเอียดของ HTSUS เพื่อให้เกิดผลบังคับใช้ตามประกาศฉบับนี้ และจะต้องเผยแพร่การปรับเปลี่ยนดังกล่าวใน Federal Register ต่อไป

(7) ภายใน 90 วันนับจากวันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ รัฐมนตรีฯ จะต้องจัดตั้งกระบวนการกำหนดสินค้าชิ้นส่วนรถยนต์เพิ่มเติมซึ่งจะเข้าข่ายอัตราภาษีนำเข้าที่ระบุในข้อ (1) โดยนอกเหนือไปจากกำหนดโดยรัฐมนตรีฯ แล้วนั้น ในกรณีที่มีผู้ผลิตรถยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศ หรือสมาคมของอุตสาหกรรมซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ผลิตมากกว่าหนึ่งรายขึ้นไปเรียกร้องว่าการนำเข้าสินค้ารถยนต์หรือชิ้นส่วนยานยนต์ใดอาจส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ หรือส่งผลเสียต่อวัตถุประสงค์อื่นใดของประกาศฉบับนี้ ให้รัฐมนตรีฯ ภายใต้การปรึกษาหารือร่วมกับ ITC และ CBP จะต้องกำหนดว่าสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เหล่านั้นเข้าข่ายรวมอยู่ในอัตราภาษีนำเข้าตามที่ระบุในข้อ (1) หรือไม่ และจะต้องเผยแพร่การกำหนดสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เหล่านั้นเข้าข่ายเหล่านั้นใน Federal Register ภายใน 14 วันหลังจากการตัดสินใจของรัฐมนตรีฯ

(8) รถยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งเข้าข่ายเสียภาษีนำเข้าตามประกาศฉบับนี้ (ยกเว้นรถยนต์ที่เข้าข่ายภายใต้ “Domestic Status” ตามที่กำหนดไว้ใน 19 CFR 146.43) ซึ่งถูกนำเข้ามายังสหรัฐฯผ่านเขตการค้าต่างประเทศ (Foreign Trade Zone) ในวันที่หรือหลังวันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ เพื่อให้เป็นไปตามความในข้อ (1) ของประกาศฉบับนี้ รถยนต์หรือชิ้นส่วนรถยนต์เหล่านั้นจะถูกนำเข้ามาในฐานะ “Privileged foreign status” ตามที่กำหนดไว้ใน 19 CFR 146.41 และจะต้องเสียภาษีนำเข้าตามการจำแนกประเภทภายใต้หัวข้อย่อยของ HTSUS

(9) รัฐมนตรีฯ จะต้องตรวจสอบและติดตามการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐมนตรีฯจะต้องทบทวนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการนำเข้าต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ เป็นระยะๆผ่านการปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารระดับสูงที่รัฐมนตรีฯเห็นสมควร โดยรัฐมนตรีฯจะต้องรายงานให้ประธานาธิบดีทราบถึงสถานการณ์ใดที่รัฐมนตรีฯเห็นว่ามีความจำเป็นในการดำเนินการเพิ่มเติมจากประธานาธิบดี ตามอำนาจในมาตรา 232 รวมถึงให้รัฐมนตรีฯจะต้องรายงานให้ประธานาธิบดีทราบถึงสถานการณ์ใดที่รัฐมนตรีฯเห็นว่าการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าตามที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไป


(10) หากมีเนื้อความในประกาศและคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับก่อนหน้าอื่นใด ที่ไม่สอดคล้องกับเนื้อความในประกาศฉบับนี้ ให้ยึดถือเนื้อความตามประกาศฉบับนี้แทนที่ทั้งหมด