
วิกฤตศักยภาพเศรษฐกิจไทย IMF-เวิลด์แบงก์ วิเคราะห์รากเหง้าปัญหาและทางออก
12 กุมภาพันธ์ 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ จากรายงานล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกสะท้อนให้เห็นภาพที่น่าวิตกของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่ของการเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และความเสี่ยงที่จะถูกประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแซงหน้าในอนาคตอันใกล้ บทวิเคราะห์นี้จะนำเสนอภาพรวมของสถานการณ์ ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เป็นรากเหง้าของปัญหา และแนวทางการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อฟื้นฟูศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
สถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย
การเติบโตที่ชะลอตัวและการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
จากข้อมูลของ IMF ชี้ให้เห็นว่าไทยกำลังเผชิญกับภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2567-2572 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.75% ต่อปี ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนหลัก เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ (6.18%) เวียดนาม (5.88%) อินโดนีเซีย (5.05%) และมาเลเซีย (4.26%)
การเติบโตที่ต่ำนี้จะส่งผลให้ไทยสูญเสียสถานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของอาเซียนภายในปี 2571 โดยจะถูกทั้งฟิลิปปินส์และเวียดนามแซงขึ้นไป สะท้อนให้เห็นถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ
ศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่ลดลง
ธนาคารโลกประเมินว่าศักยภาพการเติบโตระยะยาวของไทยในช่วงปี 2566-2573 จะอยู่ที่เพียง 2.7% ต่อปี ลดลง 0.5 จุดจากทศวรรษก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจาก:
1. การลดลงอย่างต่อเนื่องของผลิตภาพปัจจัยการผลิตโดยรวม (TFP)
2. การเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยและการลดลงของกำลังแรงงาน
3. การชะงักงันของการเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรไปสู่ภาคที่มีผลิตภาพสูงกว่า
รากเหง้าของปัญหาเชิงโครงสร้าง
การลงทุนและการออมที่ไม่เพียงพอ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำคือระดับการลงทุนที่ไม่เพียงพอ โดย IMF ระบุว่าอัตราการลงทุนต่อ GDP ของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม 5 ประเทศอาเซียนหลัก:
- ไทย: 21.98% ในปี 2567 และมีแนวโน้มลดลงเหลือ 20.71% ในปี 2572
- เวียดนาม: 32-33%
- อินโดนีเซีย: ประมาณ 30%
- ฟิลิปปินส์: เพิ่มขึ้นจาก 23% เป็น 29%
ในด้านการออม แม้ไทยจะมีอัตราการออมต่อ GDP ที่ 23-24% แต่ก็ยังต่ำกว่าเวียดนาม (33-35%) และอินโดนีเซีย (29%) อย่างมีนัยสำคัญ
การพึ่งพากรุงเทพฯ มากเกินไป
- ธนาคารโลกชี้ให้เห็นปัญหาการกระจุกตัวของการพัฒนาเศรษฐกิจที่กรุงเทพฯ โดย:
- GDP ของกรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองเกือบ 40 เท่า
- 60% ของการใช้จ่ายสาธารณะกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ แม้จะมีสัดส่วน GDP เพียง 34% และประชากร 13%
- การเติบโตของกรุงเทพฯ เริ่มแสดงสัญญาณอิ่มตัว
ภาระหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือน
ไทยมีระดับหนี้สาธารณะสูงถึง 65-66% ของ GDP ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาครองจากมาเลเซีย ขณะที่ประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียมีหนี้สาธารณะเพียง 30-40% นอกจากนี้ ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงยังเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การส่งออกที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
อัตราการขยายตัวของการส่งออกสินค้าและบริการของไทยอยู่ในระดับต่ำเพียง 3-4% ต่อปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 6-10% สะท้อนถึง:
- การพึ่งพาการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ
- การขาดการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี
- ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงในตลาดโลก
แนวทางการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
การกระจายการพัฒนาสู่เมืองรอง
ธนาคารโลกเสนอให้มีการพัฒนาเมืองรอง 5 แห่งที่มีศักยภาพ ได้แก่:
1. เชียงใหม่: ศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคเหนือ เน้นการท่องเที่ยว เกษตร และโลจิสติกส์
2. ระยอง: ศูนย์กลางอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก
3. นครสวรรค์: ศูนย์กลางการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและโลจิสติกส์
4. ขอนแก่น: ศูนย์กลางพาณิชย์และอุตสาหกรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
5. ภูเก็ต: จุดหมายการท่องเที่ยวและบริการระดับนานาชาติ
แนวทางการพัฒนาเมืองรอง:
- กระจายอำนาจในการวางแผนและตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
- เพิ่มความเป็นอิสระทางการคลัง
- ปรับปรุงระบบภาษีท้องถิ่น
- พัฒนาระบบการกู้ยืมของเทศบาล
- จัดทำ White Paper และโครงการนำร่อง
การปฏิรูประบบการคลัง
เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง ควรดำเนินการดังนี้:
1. ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการศึกษา
2. เพิ่มรายได้ภาษีผ่าน:
- ปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม
- ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
- ปรับปรุงการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน
- จัดเก็บภาษีคาร์บอน
การพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรม
1. เพิ่มการลงทุนในการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน
2. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา
3. สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล
4. พัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
การปฏิรูปตลาดแรงงานและระบบสวัสดิการสังคม
1. ปฏิรูประบบบำนาญ
2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของแรงงานสตรี
3. พัฒนานโยบายการย้ายถิ่นแรงงาน
4. ปรับปรุงระบบการคุ้มครองทางสังคม
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ระยะสั้น (1-2 ปี)
1. เร่งดำเนินการตามแผนกระเป๋าเงินดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
2. ปรับปรุงมาตรการช่วยเหลือทางสังคมให้มีเป้าหมายชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. เริ่มกระบวนการกระจายอำนาจสู่เมืองรองที่มีศักยภาพ
4. พัฒนาแผนรับมือกับความเสี่ยงจากภัยแล้งและผลกระทบต่อภาคเกษตร
5. เริ่มดำเนินการปรับปรุงระบบภาษีท้องถิ่นและการจัดเก็บรายได้
ระยะกลาง (2-5 ปี)
1. ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางการคลังเพื่อเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการใช้จ่าย
2. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองรองตามแผนที่วางไว้
3. ปรับปรุงระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงาน
4. ส่งเสริมการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยี
5. พัฒนาระบบการเงินท้องถิ่นและตลาดพันธบัตรเทศบาล
ระยะยาว (5-10 ปี)
1. ปฏิรูประบบบำนาญและสวัสดิการสังคมให้ยั่งยืน
2. พัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับภูมิภาค
3. ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
4. สร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างเมืองรองและประเทศเพื่อนบ้าน
5. พัฒนาระบบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บทสรุป
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจ การที่ IMF คาดการณ์ว่าไทยจะร่วงจากอันดับ 2 มาเป็นอันดับ 4 ของอาเซียนภายในปี 2571 ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สั่งสมมานาน
การเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจในทุกมิติเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันดำเนินการ โดยเฉพาะการกระจายการพัฒนาสู่เมืองรอง การปฏิรูประบบการคลัง การพัฒนาทุนมนุษย์ และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
หากไทยไม่เร่งดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจัง เราไม่เพียงเสี่ยงที่จะสูญเสียสถานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในอาเซียนเท่านั้น แต่ยังอาจถูกทิ้งห่างจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและอนาคตของประเทศในระยะยาว การสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาวจึงเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง
