
มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยและเครื่องจักรประหยัดพลังงาน
26 พฤศจิกายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับบ้านอยู่อาศัย รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน นับเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลภายใต้นโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน โดยมีกรมสรรพากรเป็นผู้ดำเนินการยกร่างมาตรการดังกล่าว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน การอนุมัติในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสร้างแรงจูงใจให้ทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจหันมาใช้พลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่ผันผวนและเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
สำหรับสาระสำคัญของมาตรการนี้ มุ่งเน้นไปที่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลธรรมดาที่ลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย จะได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุดถึง 200,000 บาท ซึ่งถือเป็นวงเงินที่สูงและน่าสนใจอย่างยิ่ง มาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 โดยมีข้อกำหนดสำคัญคือผู้ขอใช้สิทธิประโยชน์จะต้องใช้หลักฐานเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงผู้ประกอบการที่ลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือวัสดุเพื่อการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเช่นกัน โดยกรมสรรพากรภายใต้การนำของ ดร.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ได้เร่งดำเนินการในรายละเอียดเพื่อประกาศใช้มาตรการนี้โดยเร็วที่สุด
มาตรการภาษีดังกล่าวนี้คาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวางต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้ภาคครัวเรือนตัดสินใจลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนลดลงในระยะยาว และยังเป็นการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้ติดตั้ง Solar Rooftop รวมถึงผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลจากการเพิ่มขึ้นของความต้องการในตลาด มาตรการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระด้านพลังงาน แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และส่งเสริมการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หลักการร่างพระราชกฤษฎีกามาตรการภาษีกรณีนี้ แนะนำให้ยึดโครงสร้าง “วัตถุประสงค์ – ขอบเขตผู้มีสิทธิ – ประเภท/คุณสมบัติของทรัพย์สิน – ลักษณะสิทธิประโยชน์ – เงื่อนไขและข้อจำกัด – กลไกกำกับติดตาม” ทั้งสำหรับ Solar Rooftop ภาคครัวเรือน และการลงทุนเครื่องจักร/อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงในภาคธุรกิจ
กรอบนโยบายและวัตถุประสงค์
-
ระบุวัตถุประสงค์เชื่อมกับยุทธศาสตร์ชาติ/กฎหมายแม่บท เช่น การอนุรักษ์พลังงาน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การยกระดับประสิทธิภาพพลังงานของภาคการผลิต
-
ชี้ให้ชัดว่ามาตรการภาษีเป็น “ชั่วคราว มีระยะเวลา” เพื่อกระตุ้นการลงทุน (เช่น ปีภาษีใดถึงใด) ไม่ใช่มาตรการถาวร เพื่อลดภาระงบประมาณและเปิดช่องให้ประเมินผล
Solar Rooftop บ้านอยู่อาศัย
องค์ประกอบหลักที่ควรใส่ในร่าง พ.ร.ก.:
-
ผู้มีสิทธิ: บุคคลธรรมดาผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (มิเตอร์ประเภท 1) ที่มีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1)–(8) และเป็นเจ้าของบ้าน/มิเตอร์
-
ทรัพย์สินที่เข้าเกณฑ์: ระบบ Solar Rooftop แบบ on‑grid ติดตั้งบนหลังคาบ้าน มีกำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 kWp ต่อหลัง และเป็นของใหม่ ไม่เคยใช้สิทธิภาษีภายใต้กฎหมายอื่นมาก่อน
-
สิทธิประโยชน์: อนุญาตให้นำค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจ่ายจริงแต่ไม่เกินวงเงิน (เช่น 200,000 บาท รวม VAT) ต่อ 1 บุคคล / 1 มิเตอร์ / 1 ระบบ
-
เงื่อนไขเอกสาร: ต้องซื้อจากผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับภาษี (เช่น e‑Tax Invoice) และหลักฐานชำระเงินที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
การลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง
สำหรับภาคธุรกิจ ให้ยึดหลักการของพระราชกฤษฎีกาที่เคยให้หักค่าใช้จ่ายเครื่องจักรเพิ่ม (เช่น มาตรการหัก 200% ฯลฯ) แล้วปรับให้ชัดเรื่อง “ประสิทธิภาพพลังงาน”:
-
ผู้มีสิทธิ: นิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในไทย ลงทุนเครื่องจักร/อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง หรือระบบอัตโนมัติ และไม่ได้รับสิทธิซ้ำซ้อนจาก พ.ร.ก. หรือกฎหมายส่งเสริมอื่น (BOI, เขต EEC ฯลฯ)
-
ทรัพย์สินที่เข้าเกณฑ์: เครื่องจักร อุปกรณ์ และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่เป็นของใหม่ ได้มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานระดับสูงสุดตามที่หน่วยงานกำหนด (เช่น รายการที่ประกาศโดย กกพ. หรือ กฟผ.)
-
สิทธิประโยชน์: กำหนดรูปแบบ เช่น
-
หักค่าใช้จ่ายได้เกินจริง (เช่น 1.5–2 เท่าของมูลค่าลงทุน) ภายในระยะเวลาที่กำหนด
-
หรือ ยกเว้นภาษีบางส่วนสำหรับรายจ่ายลงทุนที่เข้าเกณฑ์
โดยกำหนดเพดานวงเงินหรือสัดส่วนต่อกำไรสุทธิ เพื่อลดผลกระทบรายได้รัฐ
-
เงื่อนไขป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อนและการกำกับ
-
ระบุชัดว่า ทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิภายใต้พระราชกฤษฎีกานี้ “ห้าม” นำไปใช้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายอื่นซ้ำซ้อน เว้นแต่จะระบุเป็นกรณียกเว้น
-
กำหนดให้ต้องแจ้งรายละเอียดโครงการลงทุนต่ออธิบดีกรมสรรพากรตามแบบ/วิธี/ระยะเวลาที่ประกาศกำหนด และเปิดช่องให้สรรพากรตรวจสอบ ยกเลิกสิทธิ และเรียกเก็บภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับกรณีฝ่าฝืน
โครงสร้างบทบัญญัติ (เชิงหลักการ)
เมื่อนำทั้งหมดมาจัดเป็นร่าง พ.ร.ก. โครงสร้างเชิงหลักการจะประกอบด้วย:
-
มาตราเรื่องชื่อและวันที่ใช้บังคับ (ผูกกับวันประกาศราชกิจจานุเบกษา)
-
มาตรากำหนดนิยามสำคัญ เช่น “เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง”, “Solar Rooftop”, “ระบบผลิตไฟฟ้าแบบเชื่อมสายส่ง (on‑grid)”
-
หมวดสำหรับมาตรการภาคธุรกิจ (เครื่องจักร/อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง) แยกจากหมวดสำหรับบุคคลธรรมดา (Solar Rooftop บ้านอยู่อาศัย) เพื่อลดความซับซ้อนในการตีความ
-
มาตราปิดท้ายว่าด้วยอำนาจออกกฎกระทรวง/ประกาศอธิบดี เพื่อกำหนดรายละเอียดเกณฑ์ มาตรฐานรายการทรัพย์สิน วิธีขอใช้สิทธิ และกลไกติดตามประเมินผล
ถ้าต้องการ ให้ช่วยร่างโครงสร้าง “ร่างมาตรา” ภาษาไทยแบบร่างจริง (เช่น มาตรา 1–7) ตามหลักการข้างต้นได้ต่อเลย และสามารถระบุปีภาษีหรือช่วงเวลาที่ต้องการใช้มาตรการเป็นสมมติฐานเพื่อให้ร่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น.
