
มส. ประเดิมปี 2569 ยกเครื่องคณะสงฆ์ เลิกวัดผลงานสิ่งปลูกสร้าง สั่งแบนพุทธพาณิชย์ในวัด
26 มกราคม 2569
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติรับลูก "พระสังฆราโชบาย" 12 ข้อ เริ่มต้นปี 2569 ด้วยการประกาศปฏิรูปครั้งใหญ่ สั่งห้ามพิธีกรรมพุทธพาณิชย์ในเขตวัด และรื้อเกณฑ์แต่งตั้งเจ้าอาวาสใหม่ โดยให้เลิกดูผลงานการ "ก่อสร้างถาวรวัตถุ" แต่ให้เน้นที่ความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและการสอนแทน
เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 1/2569 ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ได้มีมติเห็นชอบน้อมรับพระสังฆราโชบายจากสมเด็จพระสังฆราช เพื่อใช้เป็นแนวทางหลักในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดย รศ.ชัชพล ไชยพร รักษาราชการแทน ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ระบุว่า นี่คือการปรับเปลี่ยนทิศทางครั้งสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยและรักษาแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา
สรุป 4 ประเด็นใหญ่จากการ "ยกเครื่อง" คณะสงฆ์ครั้งนี้ ดังนี้
1. รื้อระบบ "เลื่อนยศ-ปลด-ย้าย" เลิกวัดที่ "สิ่งปลูกสร้าง"
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามองที่สุด คือการเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้ง "พระสังฆาธิการ" หรือพระผู้ปกครอง ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาสขึ้นไป
จากเดิมที่มักให้ความสำคัญกับ "งบประมาณด้านถาวรวัตถุ" หรือความสามารถในการหาเงินมาสร้างโบสถ์วิหาร นโยบายใหม่ระบุชัดเจนว่า ให้ยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว และเปลี่ยนมาพิจารณาจาก 3 ด้านหลักแทน:
-ความเคร่งครัดและการเป็นแบบอย่างในพระธรรมวินัย
-ผลสัมฤทธิ์ด้านการสอน การเผยแผ่ศาสนา และการปฏิบัติตามกฎ มส.
-ความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สินวัด (ธรรมาภิบาล)
นอกจากนี้ ยังดึง คณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) เข้ามาช่วย "สแกน" ประวัติพระที่จะได้รับการแต่งตั้ง เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต
2. ยาแรงปราบ "พุทธพาณิชย์" และ "ไสยศาสตร์"
มส. ประกาศมาตรการคุมเข้มกิจกรรมที่บิดเบือนหลักศาสนา โดยมีคำสั่ง ห้าม ดำเนินการดังต่อไปนี้ในเขตพุทธสถาน:
-การสร้างหรือโปรโมตวัตถุมงคล/เครื่องรางของขลัง ที่ไม่ใช่การเจริญอนุสสติ
-พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ หรือกิจกรรมที่อยู่นอกเหนือหลักพระธรรมวินัย
-การนำรูปเคารพที่ไม่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนาเข้ามาในวัด
เป้าหมายคือการดึงศรัทธากลับสู่ "แก่น" คือ ปริยัติ (เรียน) ปฏิบัติ (ทำ) และปฏิเวธ (ผล) อย่างแท้จริง
3. ปรับโครงสร้างองค์กร-เงินเดือนพระ (นิตยภัต)
เพื่อให้การทำงานคล่องตัวขึ้น มส. มีมติ "ยุบรวม" กลุ่มภารกิจจากเดิม 6 ด้าน เหลือเพียง 4 ด้านหลัก ได้แก่:
-การปกครองและฐานข้อมูล: เน้นทำ Big Data พระ-วัด ทั่วประเทศ
-การศึกษา: พัฒนาหลักสูตรให้ทันโลกแต่คงไว้ซึ่งพระธรรมวินัย
-การเผยแผ่: รวมงานปฏิบัติธรรมและพระธรรมทูตเข้าด้วยกัน
-สาธารณูปการและศาสนสมบัติ: ดูแลทรัพย์สินวัด (โดยให้งานสาธารณสงเคราะห์เป็นหน้าที่ร่วมของทุกฝ่าย)
นอกจากนี้ จะมีการทบทวนอัตรา "นิตยภัต" (เงินเดือนพระ) ใหม่ ให้สอดคล้องกับภาระงานและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน รวมถึงการปรับโครงสร้างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้ทำงานเชิงรุกสนองนโยบาย มส. ได้ดียิ่งขึ้น
4. ใช้ Big Data และความโปร่งใส
นโยบายใหม่เน้นการนำระบดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการข้อมูลพระเณรและวัดทั่วประเทศ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (Single Database) เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย ลดความซ้ำซ้อนของตำแหน่งและเขตการปกครอง
ก้าวต่อไป: มส. ได้มอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ประสานกับคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาฯ เพื่อตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนทั้ง 12 นโยบายนี้ทันที โดยไม่มีการรอเวลา เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
