
ข้อตกลงการค้า สหรัฐฯ-อังกฤษ: ความจริงที่ซับซ้อน ภายใต้ความสำเร็จอันฉาบฉวย
9 พฤษภาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
เจาะลึกข้อตกลงความเจริญทางเศรษฐกิจ (EPD) ระหว่างสหรัฐฯ-อังกฤษ ภาษีลดลงแต่ความท้าทายยังมี แม้ภาษีเหล็กจะเป็นศูนย์และรถยนต์เหลือ 10% แต่เงื่อนไขซับซ้อนกว่าที่เห็น ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและมาตรฐานอาหารยังคงเดิม จะเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือหรือเพียงข้อตกลงชั่วคราวในยุคทรัมป์?
ภายในห้องทำงานรูปไข่ ในทำเนียบขาว เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาสนทนาผ่านลำโพงกับนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร ประกาศสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ข้อตกลงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ" (Economic Prosperity Deal - EPD) อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในความสัมพันธ์การค้าระหว่างสองประเทศพันธมิตร
หลังข่าวประกาศความร่วมมือระหว่างสองประเทศพันธมิตร ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทตอบรับในเชิงบวก ดัชนีสำคัญหลายตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1% ชั่วขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นในกลุ่มสายการบินที่ปิดตัวพุ่งขึ้น 5.4% หลังประกาศว่าเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์จากอังกฤษจะเข้าสู่สหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษี แต่เบื้องหลังความสำเร็จเบื้องต้นนี้ กลับซ่อนความจริงที่ซับซ้อนกว่า
"นี่เป็นวันที่ยอดเยี่ยมและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง" สตาร์เมอร์กล่าวผ่านสัญญาณโทรศัพท์ พร้อมชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาสำคัญนี้เกิดขึ้นเกือบตรงกับวันที่ครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรป "ข้อตกลงนี้จะกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศของเรา ไม่เพียงปกป้องงาน แต่ยังสร้างงานใหม่ เปิดการเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น"
แต่ความสำเร็จนี้มาพร้อมกับข้อแลกเปลี่ยน ข้อตกลงดังกล่าวยังคงเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้าส่งออกจากอังกฤษ แม้จะเป็นอัตราที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับภาษีทรัมป์สูงถึง 50% แต่ก็ยังสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การค้า "อเมริกาต้องมาก่อน" ที่ชัดเจนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศยังรับทราบว่าเอกสารนี้ไม่ใช่ข้อตกลงที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
ความสัมพันธ์พิเศษในโลกที่ไม่แน่นอน
หลังจากทรัมป์ล้มกระดานการค้าโลกทั้งหมดเมื่อเดือนเมษายนด้วยมาตรการภาษีตอบโต้ที่แทบจะทุกประเทศต้องเผชิญ จนสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบเศรษฐกิจ การเงิน การค้าโลกอย่างหนัก
"ข้อตกลงนี้เปิดตลาดมหาศาลให้กับเรา" ทรัมป์กล่าวในการแถลงข่าว พร้อมบอกถึงความประหลาดใจของเขาเองที่ว่า "ผมไม่เคยเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงข้อจำกัดที่บริษัทอเมริกันต้องเผชิญเมื่อทำธุรกิจในอังกฤษ"
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้เตือนประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจนว่าอย่าคาดหวังข้อตกลงในลักษณะเดียวกัน โดยเน้นย้ำว่าอังกฤษ "ได้ข้อตกลงที่ดี" และประเทศที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ จำนวนมากอาจเผชิญกับภาษีที่สูงกว่าในท้ายที่สุด
ผู้ชนะและผู้แพ้
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด Economic Prosperity Deal พบว่าถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่ายในภาคส่วนสำคัญ
สำหรับสหรัฐฯ ภาษีเฉลี่ยของอังกฤษที่เรียกเก็บจากสินค้าอเมริกันจะลดลงจาก 5.1% เหลือเพียง 1.8% โดยเกษตรกรผู้ผลิตเนื้อวัวจะได้รับโควต้าปลอดภาษี 13,000 เมตริกตัน และผู้ผลิตเอทานอลจะได้รับโควต้ามหาศาล 1.4 พันล้านลิตร ฮาวาร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าข้อตกลงนี้จะสร้างโอกาสการส่งออกใหม่มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมสร้างรายได้จากภาษี 6 พันล้านดอลลาร์
ส่วนอังกฤษ ข่าวดีอยู่ที่ภาษีรถยนต์ลดลงจาก 27.5% เหลือ 10% ภายใต้โควต้า 100,000 คัน ซึ่งครอบคลุมเกือบทั้งหมดที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปีที่แล้ว ในขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กที่กำลังประสบปัญหาจะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด โดยลดจาก 25% เหลือศูนย์
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างที่สมบูรณ์แบบ เจ้าหน้าที่อังกฤษยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า "นี่ไม่ใช่ข้อตกลงการค้าเสรีแบบสมบูรณ์แบบคลาสสิก แต่เริ่มต้นจากการตอบสนองทางยุทธวิธีต่อภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้พัฒนาเป็นข้อตกลงการค้าที่มีเนื้อหาสาระมากขึ้น" และเสริมว่า "มันจะถูกพัฒนาต่อไป"
เส้นแดงที่ไม่อาจข้าม
น่าสนใจที่ทั้งสองฝ่ายต่างยืนกรานในจุดยืนสำคัญของตน ข้อตกลงนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาษีบริการดิจิทัลของอังกฤษที่เรียกเก็บในอัตรา 2% ของรายได้ในสหราชอาณาจักรสำหรับตลาดออนไลน์ แม้จะเป็นประเด็นที่สหรัฐฯ ต้องการให้มีการปรับโครงสร้าง
ในทางกลับกัน อังกฤษยืนกรานที่จะไม่ลดมาตรฐานอาหาร โดยยังคงห้ามนำเข้าเนื้อวัวสหรัฐฯ ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาในแถลงการณ์การเลือกตั้งของรัฐบาลพรรคแรงงาน ทำให้เกิดคำถามว่าเนื้อวัวอเมริกันจะแข่งขันกับเนื้อวัวอังกฤษที่มีคุณภาพสูงในตลาดท้องถิ่นได้อย่างไร เมื่อพิจารณาว่าซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่อย่างเทสโก้และเซนส์บรีต่างขายเนื้อวัวสดจากอังกฤษและไอร์แลนด์เท่านั้น
มองไปข้างหน้า: เพียงจุดเริ่มต้น?
ขณะที่ฮาวาร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศว่าวอชิงตันจะเปิดตัวข้อตกลงการค้าอีกหลายสิบฉบับในเดือนหน้า การท้าทายที่ใหญ่ที่สุดยังรออยู่ข้างหน้า: การแก้ไขการห้ามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่มีภาษีสูงถึง 145% และ 125% ตามลำดับในแต่ละฝ่าย
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสตาร์เมอร์กำลังเดินเส้นทางที่ยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าใหม่หลัง Brexit กับสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป โดยพยายามไม่เอียงเข้าหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไปจนทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ
สำหรับบริษัทอังกฤษอย่างจากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ ที่ต้องระงับการส่งออกไปยังสหรัฐฯ นานหนึ่งเดือน และบริติช สตีล ที่รัฐบาลต้องเข้าควบคุมเพื่อให้ดำเนินงานต่อไปได้ ข้อตกลงนี้อาจมาไม่ทันการณ์
ขณะที่ทั้งสองประเทศเฉลิมฉลองข้อตกลง "ประวัติศาสตร์" ฉบับนี้ คำถามที่แท้จริงยังคงอยู่: เมื่อ Economic Prosperity Deal นี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และยังรวมถึงวลีในเอกสารที่ระบุว่า "ข้อตกลงนี้อาจเพิ่มเติมพัฒนาต่อไปในอนาคตเพื่อครอบคลุมด้านอื่นๆ เพิ่มเติม" จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งขึ้นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้อตกลงชั่วคราวในโลกการค้าที่ไม่แน่นอนยิ่งขึ้นภายใต้การนำของทรัมป์?
สรุปประเด็นสำคัญ
- ข้อตกลง EPD: สหรัฐฯ และอังกฤษประกาศ "ข้อตกลงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ" (EPD)
- ลดภาษีบางส่วน: ภาษีเหล็กจากอังกฤษไปสหรัฐฯ เป็น 0%, รถยนต์เหลือ 10% (ภายใต้โควต้า)
- ไม่ใช่ข้อตกลงผูกพัน: เอกสารนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
- มาตรฐานอาหารคงเดิม: อังกฤษยังคงไม่นำเข้าเนื้อวัวสหรัฐฯ ที่ใช้ฮอร์โมน
- มุมมองที่ซับซ้อน: แม้ตลาดหุ้นตอบรับดี แต่ยังมีความท้าทายและข้อจำกัด
- คำถามถึงอนาคต: เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือ หรือแค่ข้อตกลงชั่วคราวในยุคทรัมป์?
ที่มา:
รอยเตอร์: Trump, Starmer hail limited US-UK trade deal, but 10% duties remain
