พล.อ. ประยุทธ จารุมณี ประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย

พล.อ. ประยุทธ จารุมณี ประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย

บทสัมภาษณ์พิเศษธุรกิจผู้นำ / Editor

บทสัมภาษณ์พิเศษ พล.อ. ประยุทธ จารุมณี นิตยสารธุรกิจผู้นำ ปีที่ 2 ฉบับที่ 22 15 พฤศจิกายน - 16 ธันวาคม 2527

พลเอกประยุทธ จารุมณี คือเด็กกำพร้าแต่เยาว์วัย ผ่านมรสุมชีวิตที่หนักหน่วง กว่าจะสร้างตนเองได้ ต้องเข้าเรียนเป็นทหารเพราะต้องการลบล้างคำปรามาส ที่กระหน่ำจิตใจที่ว่า “อย่างมากเป็นได้ก็แค่คนถีบสามล้อ” ทั้งที่ก็อยากเข้าเรียนสถานบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ขาดทุนการศึกษาจากทางผู้ปกครองนั่นเอง เคยเป็นเจ้ากรมข่าวทหารบกที่ครุ่นคิดเรื่องความมั่นคงของชาติ ซึ่งมีส่วนผลักดันความคิดเรื่องการเมืองนำการทหาร และปรารถนาให้คนร่วมชาติอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และในทางปฏิบัติก็ได้นำนโยบายเพื่อการนั้นมาใช้อย่างประสบผลสำเร็จ วันนี้เป็นนักธุรกิจ โดยหน้าที่และตำแหน่งที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาเรื่องการบริหารธุรกิจโดยตรงตามระบบ แต่ก็สามารถนำเอาประสบการณ์ของความเป็นผู้นำในกองทัพ มาผสมผสานกับงานที่รับผิดชอบได้อย่างมีสัมฤทธิ์ผล ดังจะเห็นได้จากการเพิ่มยอดเงินฝากจากประชาชนที่มอบความไว้วางใจแก่ธนาคารทหารไทย และยกอันดับของแบงค์แห่งนี้ให้ก้าวกระโดดสู่อันดับสูงอีกหลายลำดับ

ต่อไปนี้คือประวัติความเป็นมา ทักษะ และงาน อันนั้นเป็นเกียรติอย่างสูงที่ผู้นำภาคภูมิใจที่จะเสนอแก่ผู้อ่าน: 

ประวัติและหน้าที่การงานที่ผ่านมาโดยสังเขป

ภูมิลำเนาเดิมของคุณพ่อ-คุณแม่ อยู่ชุมพร คุณพ่อเป็นนายตำรวจ ตอนที่ย้ายไปประจำที่ลำปาง ไปเกิดที่นั่น อยู่ถึงอายุ 6 ขวบ จากนั้นก็ย้ายตามครอบครัวไปเรื่อยจนสุดท้ายก็อยู่ที่ราชบุรี และคุณพ่อมาเสียชีวิตตอนนั้นผมอายุราว 9-10 ขวบ พี่เรียนชั้นประถม 3 เมื่อคุณพ่อสิ้นบุญไปแล้วจึงได้เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ที่โรงเรียนสุขุมาลัย 2 ปี ต่อมาก็ต่อที่โรงเรียนหอวังจนจบ ม.7 จึงมาเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารบกรุ่นแรก

ชีวิตในวัยเด็กหลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตลงเป็นอย่างไรบ้าง

ก็ลำบากมาก เข้ามาอยู่กรุงเทพกับภรรยาของเพื่อนของคุณพ่อซึ่งดูแลกันดี โดยก่อนหน้าที่ท่านจะเสียชีวิตลง ได้เอาเงินมาฝากไว้จำนวนหนึ่งเพื่อรับลูกมาเรียน แต่ได้รับการดูแลเอาใจใส่น้อยมาก และยังมีปัญหาหนักหน่วงเรื่องการเงินของครอบครัว ผมต้องทำงานหนักให้ครอบครัวที่อาศัยอยู่นับแต่กวาดบ้าน ถูบ้าน จ่ายตลาด รดน้ำต้นไม้ จนไม่ค่อยมีเวลาดูหนังสือหนัก ส่วนเจ้าของบ้านเองก็ถูกผมไว้อย่างมากว่า โตขึ้นต้องเป็นคนถีบสามล้อ คงเพราะแรงดูถูกนี้เอง จึงทำให้ผมฮึดสู้ในลักษณะที่เราเป็นลูกกำพร้า ที่ถูกใช้แรงงานหนักและยังมาดูถูกนี่แหละ จุดก่อให้เกิดความบากบั่นอดทน ผมใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของท่านหลายปี จนกระทั่งสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้

ทำไมจึงเลือกเป็นทหาร?

เป็นเด็กกำพร้า ไม่มีเงินพอ แต่อาศัยที่เรียนอยู่ในขั้นท็อพเทนมาตลอด ประกอบกับเรียนคำนวณได้ดีมากและก็ชอบมาก ๆ ด้วย ตอนสอบเข้าเตรียมทหารบกนี่ก็ไม่ได้ติวอะไรเลย ตอนนั้นโรงเรียนนายร้อยมีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทหลักสูตร 3 ปี กับ 5 ปี สำหรับหลักสูตร 5 ปีนั้นเรียกว่าเหล่าพิเศษ จบแล้วได้ปริญญาตรีออกมาด้วย โดยพวกนี้มีภูมิหลังคำนวณดี ผมจึงได้รับเลือกจากโรงเรียนเตรียมฯ มาเรียนที่นี่ในหลักสูตร 5 ปี สมัยนั้นมีชื่อว่าโรงเรียนเทคนิคทหารบก ก็โรงเรียนนายร้อย จปร. ในปัจจุบันนั่นเอง เรียนครบ 5 ปี ผมเลือกเหล่าช่าง สาเหตุที่เลือกเหล่าช่างเพราะมีอาจารย์ที่เป็นดอกเตอร์อยู่หลายท่าน จึงอยากเรียนรู้จากท่าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในแวดวงราชการและธุรกิจ จบเมื่อปี 2488

ความจริงตอนนั้นถ้ามีเงินผมก็คงเข้าจุฬาฯ ผมมีพี่ชายอยู่คนเดียวก็ยังอยู่ในวัยเรียน คือเรียนอยู่ที่โรงเรียนเทคนิคทหารบกรุ่นแรกยังไม่จบ เลยไม่มีเงินเสีย จึงต้องเลือกเรียนทหาร พอเรียนเข้าจริง ๆ ก็ชอบ เพราะสอนให้มีระเบียบ วินัย มีความอดทน สอนให้เป็นสุภาพบุรุษด้วย

เรียนอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยถึง 5 ปี ผมรู้สึกว่าผมประสบความสำเร็จพอสมควร เพราะว่าได้เป็นหัวหน้าตอน ได้เป็นครูฝึกนักเรียนใหม่ และก็ยังได้เป็นผู้ช่วยผู้บังคับหมวด ที่ดูแลนักเรียนชั้นต่ำสุดคือชั้นปีที่ 1 และปีสุดท้ายก็เป็นหัวหน้านักเรียนปกครองนักเรียนแทนผู้บังคับบัญชา เพราะสมัยนั้นเริ่มเอาแบบการปกครองของ “เวสต์ พอยน์ท” เข้ามาใช้

ประทับใจอะไรบ้างในชีวิตทหาร?

จบออกมาเป็นผู้บังคับหมวดทหารช่าง กองพันทหารช่างที่ 4 จังหวัดนครสวรรค์ หลังจากนั้นก็มาเป็นผู้บังคับหมวดโรงเรียนนายสิบ ของกรมการทหารช่างอยู่หลายปี ชีวิตผมมาเริ่มเอาตอนเข้าโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ซึ่งสมัยนั้นเรียน 2 ปี โดยสอบข้อเขียนตอนเข้าได้ที่ 1 ตอนออกได้ที่ 2 ในรุ่น แล้วจึงมีโอกาสได้รับคัดเลือกตัวไปราชการสงครามในเกาหลี ผมสอบได้ดีเยี่ยมทางยุทธการ จึงได้เลือกเอาตัวผมมาปฏิบัติหน้าที่ทางด้านนี้

เมื่อก่อนจะไปเกาหลี ภาษาอังกฤษผมไม่ดีเลย จึงพยายามที่จะเรียนภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และในกองทัพที่ได้ไปประจำนั้นมีนายทหารอเมริกันร่วมอยู่ด้วย มีคนหนึ่งเป็นอเมริกันผสมอินเดียแดงชื่อชอบกินแม่โขง อยู่ด้วยกันสนิทกันมาก ได้พูดคุยกับเป็นภาษาอังกฤษทุกวัน 1 ปีอยู่ด้วยกัน ทำให้ผมได้ภาษาอังกฤษติดตัวมาจากนั่น

ต่อมามีการสอบชิงทุนไปเรียนที่โรงเรียนเหล่าทหารช่างฟอร์ท เบลวัวร์ สอบได้ที่ 1 ก็ถูกส่งไปศึกษาต่อที่นั่น หลังจากนั้นก็มีการเลื่อนตำแหน่ง และยกระดับการศึกษาขึ้นมาตามลำดับ จนกระทั่งได้เลื่อนขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก และผู้บัญชาการทหารบกในที่สุด

 

 

แล้วบุคคลในกองทัพที่รู้สึกประทับใจ

ตอนที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก และพลเอกหลวงสุทธิสารรณกรณ์ เป็นรอง ผบ.ทบ. หลังจากการปฏิวัติที่มีจอมพลสฤษดิ์เป็นหัวหน้า และหลวงสุทธิสารฯ ก็เป็นผู้อำนวยการฝ่ายทหาร งานหนังสือทั้งหลายก็มอบให้หลวงสุทธิสารฯ ดำเนินการ และตัวผมซึ่งเป็นคนสนิทของหลวงสุทธิสารฯ นี่เอง ทำให้มีงานทำมากขึ้น แทบจะไม่ได้หลับได้นอน จอมพลสฤษดิ์ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผมแอบมาพบเข้าหลายที คงเห็นว่าขยัน จึงได้ให้ 2 ขั้นด้วยตัวเองถึง 3 ปีติด ๆ กันพอดีปี 2503 ผมได้รับการเสนอให้ไปเรียนที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบกที่สหรัฐฯ กลับมาท่านจอมพลฯ ก็ให้ผม 2 ขั้นอีก จะเรียกว่าท่านเป็นเจ้าบุญนายคุณที่ไม่ผิด เพราะท่านให้ผม 2 ขั้นมาตลอด อีกท่านหนึ่งก็คงจะได้แก่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งสนับสนุนให้ผมได้เป็นเสนาธิการทหารบกและผู้บัญชาการทหารบก ตามลำดับ

อยากให้เล่าประสบการณ์เมื่อมารับผิดชอบงานด้านการข่าว

เรื่องเกี่ยวกับศัตรู เป็นหน้าที่ของหน่วยข่าวกรองทั้งหลายที่จะต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ถึงเจตนารมณ์ของข้าศึก ซึ่งหากไม่สามารถทำได้ ได้เพียงแค่ขีดความสามารถของข้าศึก จุดอ่อนและหนทางปฏิบัติอื่น ๆ น่าจะเป็นได้ของข้าศึก ก็น่าจะเป็นการเพียงพอเพื่อนำไปใช้เป็นปัจจัยนี้นำ ในการกำหนดหนทางปฏิบัติของฝ่ายเราก็จะเอาชนะต่อข้าศึกได้ ศัตรูภายในประเทศ คือ ขบวนการคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มีองค์ประกอบสำคัญ คือ

  1. พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
  2. แนวร่วม (United Fronts)
  3. กองกำลังถืออาวุธ (Armed Insurgents) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ผกค.

วัตถุประสงค์ของ พคท. คือการล้มล้างรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยทุกรัฐบาล ด้วยการทำสงครามประชาชน ดึงมวลชนให้เข้ามาสนับสนุนการกระทำของตน ในขณะเดียวกันก็บ่อนทำลายฐานะทางทหาร เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยาของฝ่ายรัฐบาล เพื่อให้เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลต้องพังพินาศไป แล้วจัดตั้งรัฐบาลสังคม

ปราบปรามคอมมิวนิสต์ในปี 2509 เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจต่อจิตวิญญาณประชาชนแล้ว

สงครามจรยุทธ์ในประเทศได้เกิดขึ้นเมื่อ 7 สิงหาคม 2508 ซึ่ง พคท. เรียกว่า วันเสียงปืนแตก เงื่อนไขในการทำสงครามประชาชน ได้แก่ ความคับแค้นทางจิตใจ ความยากไร้ทางวัตถุ ความไม่เป็นธรรมในทางสังคม การทุจริตปฏิบัติมิชอบของข้าราชการ การข่มเหงรังแกราษฎรผู้บริสุทธิ์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ชั่วช้า

รัฐบาลได้จัดตั้งกองบัญชาการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (บก. ปค.) ภายหลังเปลี่ยนเป็นกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ขึ้น เพื่อปราบปรามล้มล้างคอมมิวนิสต์ในปี 2509 เนื่องจากการขาดความรู้ความเข้าใจในศัตรู จึงมุ่งมั่นไปเฉพาะการปราบกองกำลังถืออาวุธ (ผกค.) เป็นหลัก ไม่สนใจปัญหาของแนวร่วมและพคท. ยิ่งปราบก็ดูเหมือน ผกค. จะขยายตัวมากขึ้นตามลำดับ

ในขณะเดียวกันขบวนการคอมมิวนิสต์อินโดจีนได้ก่อสงครามประชาชนขึ้นในประเทศเวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา แล้วหลังจากฝรั่งเศสพ่ายแพ้ที่เดียนเบียนฟูเมื่อ 2497 และก่อนสงครามประชาชนในไทยหลายปี สหรัฐฯ ซึ่งเป็นอภิมหาอำนาจทางทหารก็ได้เข้าทำการช่วยเหลือเวียดนามใต้ ลาว และเขมร ตั้งแต่ 2503 และเพิ่มกำลังขึ้นตามลำดับ พร้อมทั้งเรียกร้องประเทศเสรีบางประเทศเข้าร่วมการต่อสู้ กำลังทหารของสหรัฐฯ ได้เพิ่มเป็น 5 แสนคนเศษในปี 2512 แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะคอมมิวนิสต์ เวียดนามเหนือ และเวียดกงได้ ทั้ง ๆ ที่ใช้งบประมาณไปหลายสิบพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงปี 2511–2512 จนเป็นเหตุให้สหรัฐฯ จำต้องถอนตัวออกจากเวียดนามใต้ลงตามลำดับจนหมดสิ้นเมื่อปี 2516 การที่สหรัฐฯ ไม่สามารถเอาชนะเวียดนามเหนือและเวียดกง สรุปได้ว่า สหรัฐฯ ไม่เข้าใจข้าศึก ไม่รู้ความหมายแท้จริงของสงครามประชาชน มุ่งแต่ใช้งานการทหารแต่เพียงประการเดียว

ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์เมื่อปี 2492 หลังจากที่เมาเซตุงเอาชนะเจียงไคเช็คได้ เมาเซตุงได้สรุปบทเรียนของชัยชนะไว้ว่า :

  1. สงครามประชาชนเป็นสงครามยืดเยื้อ (Protracted War) เพราะต้องรบกันถึง 22 ปี จึงประสบชัยชนะ (ตั้งแต่ 2470–2492)
  2. สงครามประชาชนเป็นสงครามนอกแบบ (Non Conventional Warfare) การนำสงครามตามแบบล้วน ๆ  มาใช้ย่อมไม่สามารถเอาชนะได้ (ข้อผิดพลาดของเจียงไคเชค บนผืนแผ่นดินใหญ่ และก็เป็นความจริงในเวียดนามใต้ โดยสหรัฐฯ ไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะมุ่งแต่จะใช้สงครามตามแบบเข้าดำเนินการ)
  3. ผกค. เปรียบประดุจปลา ประชาชนเปรียบประดุจน้ำ ปลาขาดน้ำไม่อาจอยู่รอดฉันใด ผกค. ขาดประชาชน (แนวร่วม) สนับสนุนก็ไม่อาจอยู่ได้ฉันนั้น และหากฝ่ายใดทอดทิ้งมวลชน ฝ่ายนั้นจะเป็น ผู้พ่ายแพ้ในที่สุด

จะเห็นได้ว่า ข้อ 3. นี้เป็นข้อที่สำคัญที่สุด ความสำคัญของแนวร่วมหรือมวลชนกลับสำคัญกว่า ผกค. เสียอีก ฉะนั้นฝ่ายใดที่สามารถดึงมวลชนหรือแนวร่วมมาอยู่กับตนหรือสนับสนุนตนได้แล้ว ก็จะได้ชัยชนะในที่สุด ซึ่งฟิลิปปินส์ สมัยดีตประธานาธิบดี แมกไซไซ และมาลายู สมัย เซอร์ เทมเปรอ และเซอร์ โรเบิต ทอมป์สัน ทำสำเร็จมาแล้ว เป็นการพิสูจน์ความจริงให้เห็นว่า มาตรการทางการเมือง (การเอาชนะจิตใจของมวลชนให้ได้) มีความสำคัญกว่ามาตรการทางทหาร ซึ่งแต่การเข่นฆ่ากันแต่เพียงประการเดียว

ในปี 2518 ประเทศทั้ง 3 ในอินโดจีนได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว เหลือแต่ประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งต้องอยู่ตามลำพัง สหรัฐฯ และพรรคพวกก็ถอนตัวจากอินโดจีนไปหมดสิ้นแล้ว

ทั่วโลกมองดูอยู่ว่าไทยจะไปรอดได้อย่างไร อย่าว่าแต่ต่างชาติเลย คนไทยไม่น้อยที่มีฐานะขั้นเศรษฐีและกลัวจะต้องเป็นขี้ข้าคอมมิวนิสต์ก็พร้อมที่จะไปแสวงหาที่อยู่ที่ปลอดภัยใหม่ในต่างแดน

ประเทศไทย ชาติไทย คนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือพุทธศาสนา ยังไม่ขาดคนดีในยามคับขัน คน ๆ นั้นก็คือ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านเติบโตขึ้นมาพอดีกับความต้องการของชาติจริง ๆ ของชาติ เหมือนกับแมกไซไซ เติบโตขึ้นมาเพื่อปกป้องไม่ให้ฟิลิปปินส์ต้องเป็นขี้ข้าคอมมิวนิสต์ในยามนั้น ผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริตขยันขันแข็ง เข้มแข็ง อดทน เสียสละความสุขและประโยชน์เพื่อส่วนรวม คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้นับว่าเป็นคนที่หาได้ยากในยามนั้น คุณลักษณะอย่างนี้ทำให้สามารถครองใจคน ครองใจผู้ใต้บังคับบัญชา และชนะใจมวลชนหรือแนวร่วม ดึงประชาชนส่วนใหญ่กลับมาสนับสนุนรัฐ สนับสนุนรัฐบาลที่ดี ที่มีผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อชาติ แผ่นดิน และราชบัลลังก์ หัวใจสำคัญของการต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ก็คือ ต้องมีผู้นำที่ซื่อสัตย์สุจริต  เมื่อได้บุคคลที่มีคุณสมบัติครบตามที่ต้องการแล้ว จึงได้มีการปรึกษาหารือกันว่าจะเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร จึงเกิดนโยบายการเมืองนำ การทหารขึ้นในปี 2523 หลังจากที่รบกับคอมมิวนิสต์ถึงมา 12 ปี อย่างไม่รู้จะได้ผล นโยบายที่กล่าวถึงคือ นโยบายที่ 66/23 ความสำคัญของนโยบายนี้ก็คือ ขอให้ฝ่ายตรงข้ามมามอบตัว เพื่อช่วยกันพัฒนาชาติ โดยไม่เอาโทษ แต่หากพูดกันดี ๆ ยังไม่มีชื่อฟัง ก็จะถูกปราบปรามอย่างหนัก เพราะในเวลานั้นรัฐบาลยังมีกำลังอาสาสมัครทหารพรานมากกว่า 100 กองร้อย ซึ่งเหมาะกับการรบแบบจรยุทธ

และใช้เสริมกำลังทหารประจำการได้เป็นอย่างดี ประกอบกับการขยายผลการปฏิบัติการจิตวิทยาชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ชี้แนะให้ดูประเทศรอบบ้านในอินโดจีน ซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยกัน แต่ก็ยังต่อสู้ทำลายล้างซึ่งกันและกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น การขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างโซเวียตกับจีนแดง ฉะนั้นหากมีหน้าการต่อสู้อยู่ต่อไปก็จะไม่เป็นผลดีไม่มีความหวังอะไรตอบแทน สู่กลับไปสู่ อ้อมกอดของ พ่อ แม่ ลูก เมีย เยี่ยงสามัญโดยทั่วไปจะดีกว่า ในช่วงปี 2525 การมอบตัวของ ผกค. พร้อมทั้งอาวุธได้ทวีมากขึ้น จากจำนวน ผกค. ทุกภาคที่มีมากกว่า 10,000 คน ลดลงเหลือประมาณ 2,000-3,000 คน เท่านั้นในช่วงปี 2526

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังได้ออกนโยบาย 65/25 ตามออกมาอีก เน้นให้เห็นความสำคัญของการปูพื้นฐานประชาธิปไตยในชนบท พัฒนาเศรษฐกิจในชนบท สร้างสภาตำบล ขึ้นมา พร้อมทั้งการเร่งรัดการสร้างงานในชนบท งานตามโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยมีการประสานงานของกระทรวงหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมทั้งการเร่งรัดพัฒนาเพื่อความมั่นคงทางทหารด้วย เป็นการให้ความหวังใหม่แก่พี่น้องประชาชนคนไทยที่ยากจนในชนบท ด้วยมาตรการทางการเมือง

อยากให้ทัศนะต่อขบวนการนักศึกษา ประชาชน นับแต่ 14 ตุลาคม 2516

ดีมากทีเดียวที่ถามปัญหานี้ การมองขบวนการนักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น ในชั้นต้นผมเชื่อว่าพวกเขาทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ พวกเขาทำไปด้วยความอึดอัดต่อสภาพสังคมในช่วงนั้น และไม่เชื่อว่าเขาเหล่านั้นทำไปเพราะมีความคิดสังคมนิยม หรืออยากเป็นคอมมิวนิสต์เสียดายโอกาสเหลือเกิน เพราะขณะนั้นยังเป็นผู้น้อยอยู่ ถ้าหากเป็นผู้ใหญ่พอที่สามารถจะเข้าไปนำพลังมหาชนในช่วงนั้นให้รู้จัก สิทธิ หน้าที่ ระเบียบ วินัย ความอดทน การประหยัด ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบ และนำพลังเหล่านั้นเข้าไปแก้ไขปัญหาของสังคม เพื่อสร้างคุณภาพของคน นำไปพัฒนาคุณภาพงาน พัฒนาชนบทโดยกระจายกลุ่มคนเหล่านั้นไปตามวิทยาลัยครู และโรงเรียนในชนบท ซึ่งจะช่วยรัฐบาลในยุคต่อมาได้เป็นอย่างมากในการพัฒนาประชาธิปไตย และเศรษฐกิจในท้องที่ที่ห่างไกล

 

การมองขบวนการนักศึกษา ประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น ในชั้นต้นผมเชื่อว่าพวกเขาทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ พวกเขาทำไปด้วยความอึดอัดต่อสภาพสังคมในช่วงนั้น และไม่เชื่อว่าเขาเหล่านั้นทำไปเพราะมีความคิดสังคมนิยม หรืออยากเป็นคอมมิวนิสต์

 

เราเสียใจเหลือเกินที่ปล่อยให้สันติบาตรเยาวชนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เข้ามานำและแย่งเขาไปเข้ากับขบวนการคอมมิวนิสต์เพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมต้องทำงานหนักติดต่อกันหลายปีในฐานะเจ้ากรมข่าวทหารบก แต่ก็เป็นผลดีต่อผมที่ได้มีโอกาสแสดงให้ผู้บังคับบัญชาได้เห็นคุณค่าของงานข่าวกรองเป็นผลให้ผมได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายการข่าวเป็นคนแรก เพราะเป็นครั้งแรกในกองทัพบกที่ได้มีตำแหน่งนี้ขึ้นมา มีโอกาสไต่เต้าขึ้นมาเป็นเสนาธิการทหารบกในช่วงต่อมา พอมาถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลุ่มชั้นนำของพลังนี้ก็กลบหนีเข้าไปร่วมกับ ผกค. ในป่าเขา เพื่อความอยู่รอด แต่ก็เป็นการดีเหมือนกันเพราะเขาเหล่านั้นจะได้ประจักษ์ถึงข้อเท็จจริงกันเสียทีว่า ขบวนการคอมมิวนิสต์นั้นดีจริงดังคำโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ถ้าไม่ได้สัมผัสก็จะไม่รู้ความจริง และก็จะไม่รู้ว่า พคท. นั้นอยู่ใต้อิทธิพลของใครกันแน่ พคท. เป็นตัวของตัวเองหรือเปล่า ในกลุ่มการเมืองและคณะกรรมการกลางของ พคท. มีความแตกแยกกันจริงหรือเปล่า พอตระหนักถึงความจริงพร้อมกับคำสั่ง นโยบาย 66/23 ประกาศออกมา จึงได้มีการมอบตัวต่อทางราชการอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

 

 

มีเรื่องตลกอยู่เรื่องหนึ่งในช่วงปี 2517 บันทึกเรื่องราวไว้ในเทปพอจะสรุปสาระสำคัญได้ว่าเวียดนามเหนือจะบุกประเทศไทย เพื่อเข้ายึดกรุงเทพฯ โดยผนึกกำลังเข้ากับกองกำลังถืออาวุธของ พคท. และขบวนการของนักศึกษาและประชาชน เพื่อปลดแอกประเทศไทย ในช่วงนั้นสหรัฐฯ และพันธมิตรได้ถอนตัวออกจากเวียดนามใต้ ไปหมดสิ้นแล้ว จนทุกวันนี้ผมก็ยังพิสูจน์ทราบไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ผลิตเทปม้วนนี้ขึ้นมา และแจกจ่ายไปทั่ว ผู้ใหญ่หลายท่านมีความเชื่อว่ามันเป็นไปได้ ผมต้องใช้เวลาศึกษาและวิเคราะห์อยู่นานพอสมควรที่จะชี้แจงให้ท่านเหล่านั้นเข้าใจว่า ขณะนั้น (2517) เวียดนามเหนือปรารถนามากที่สุดก็คือ ไซ่ง่อน ต้องการรวบเวียดนามเหนือเข้ากับเวียดนามใต้ให้ได้เสียก่อน ไม่ใช่ต้องการเข้ายึดกรุงเทพฯ และ พคท. กับขบวนการนิสิต นักศึกษา ประชาชน ก็มีความปรารถนาต่างกันหรือมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน พคท.ต้องการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยของไทย แต่ก็คงไม่ยอมเป็นขี้ข้าเวียดนามเหนือ ยิ่งขบวนการนิสิต นักศึกษา ประชาชนแล้วก็ยิ่งเห็นชัดว่าไม่ยอมเข้าร่วมกับการรุกรานของเวียดนามเหนือเพื่อนำเข้ามาเป็นนายแน่ กว่าจะอธิบายให้เข้าใจกันถึงแก่นแท้ก็เล่นเอาเหนื่อยกายและเหนื่อยใจไปไม่น้อยทีเดียว แต่ก็รู้สึกภูมิใจและมั่นใจตัวเองมากขึ้นเพราะการรุกรานของเวียดนามเหนือยังไม่เคยปรากฏขึ้นให้เห็นเลย

หลังจากเกษียณและพ้นตำแหน่ง ผบ.ทบ. แล้ว มามีบทบาทในธนาคารทหารไทยได้ยังไงบ้าง?

ความจริงแล้ว คงเป็นความบังเอิญเหมือน ๆ กันในอดีตที่ช่วงที่ก่อนจะมาเป็นเสนาธิการทหารบกหรือ ผบ.ทบ. คือถ้าไม่มีเหตุการณ์เมื่อเดือนมีนาคม 20 และเดือนเมษายน 24 แล้ว ผมก็คงไม่ได้เป็น ผบ.ทบ. ตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารทหารไทย ถ้าอดีตประธานฯ ไม่เสียชีวิตลงเมื่อ 3 กันยายน 25 ผมก็คงจะไม่ได้เป็นประธานฯ หรอก เพราะว่าช่วงนั้นมาเป็นกรรมการของธนาคารแล้วโดยอาศัยตำแหน่งเสนาธิการทหารบก และเมื่อเป็น ผบ.ทบ. ผมก็เลื่อนขึ้นมาเป็นรองประธานกรรมการฯ และรองประธานกรรมการบริหารด้วย เมื่ออดีตประธานเกิดมาเสียชีวิตก่อนที่ผมจะเกษียณอายุเพียง 27 วัน ทางคณะกรรมการก็พิจารณาว่า จะเอาใครขึ้นมาแทน แต่โดยข้อบังคับหรือระเบียบที่เขียนไว้ ก็ให้รองประธานขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ก็เผอิญที่ผมก็จะต้องเกษียณอยู่แล้ว ก็เลยเป็นโชคของผม ซึ่งผมอยู่ในตำแหน่งนี้ก็รู้สึกพอใจและสนุกกับงาน ผมจึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นประธานกรรมการของธนาคารแห่งนี้ ทั้งที่มิได้เตรียมตัวไว้ก่อนเลย

พอตำรงตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารทหารไทยแล้วได้เห็นปัญหา และกำหนดขั้นตอนในการพัฒนาธนาคารอย่างไรบ้าง?

ผมอยู่ในธนาคารทหารไทยตั้งแต่ปี 24 ในฐานะกรรมการ และเมื่อเกษียณแล้วก็เข้าไปเป็นประธานกรรมการ และช่วงปี 24–27 เรียกได้ว่าเป็นยุคพัฒนาของธนาคารแห่งนี้ก็ว่าได้ ที่กล่าวอย่างนี้ก็เพราะดูจากตัวเลขทั้งหลายที่ชี้ให้เห็นถึงความเติบโตขึ้นมาอย่างน่าพิศวง ผมจำได้ว่าเมื่อปี 24 มีเงินฝากประมาณ 7,000 กว่าล้าน และสินเชื่อกับสินทรัพย์ก็อยู่ในตัวเลขใกล้เคียงกัน แต่พอตกมาปี 27 นี้ตัวเลขเพิ่มมา ประมาณ 3 เท่าตัว คือยอดเงินฝากของเราขณะนี้มากกว่าสองหมื่นห้าพันล้านบาท เราก้าวจากอันดับ 10 มาเป็นอันดับ 7 ซึ่งเป็นช่วงที่กล่าวมาได้อย่างเต็มที่ว่าเป็นช่วงที่กำลังพัฒนา แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่เป็นความสามารถของผม แต่หากอยู่ที่คณะกรรมการของธนาคารและเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งพนักงานทุกคนด้วย

สำหรับตัวผมเองเป็นทหารมาก่อน เมื่อมาเป็นประธาน ก่อนอื่นผมต้องออกไปตรวจหน่วยงานไปตรวจเยี่ยมสาขาต่าง ๆ แทบทั่วประเทศถึง 6 เดือน เพื่อปรึกษาหารือ เพราะก่อนอื่นผมต้องไปรู้จักลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาว่าเขามีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร มีปัญหาขัดข้องประการใดบ้าง เน้นหนักในด้านสวัสดิการให้เขาเป็นพิเศษ เมื่อผมได้เห็นภาพต่าง ๆ เหล่านั้นแล้ว ผมก็กำลังพิจารณาว่าเราจะพัฒนาธนาคารของเราอย่างไร ตรงจุดไหนบ้าง เพราะผมมองปัญหาคนเป็นเรื่องใหญ่ เป็นส่วนสำคัญมาก เราจึงเน้นหนักและสิ่งที่ผมพูดกับเจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้ใหญ่ถึงธนาคารของเราว่า หากเจ้าหน้าที่บริหารยังแสวงหาประโยชน์ส่วนตนอยู่ ยังไม่ยอมเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวมแล้ว ธนาคารเห็นจะเติบโต และพัฒนาให้ก้าวหน้าได้ยาก

ดังนั้นผมจึงไม่ต้องการเห็นเจ้าหน้าที่บริหารของเรา ทำธุรกิจแข่งขันกับธนาคาร ทุกคนจะต้องวางมือจากธุรกิจอย่างอื่นทุ่มเทให้แก่ธนาคาร ซึ่งเป็นเรื่องของส่วนรวม คือทุกคนมีบทบาทที่ร่วมกัน เพราะฉะนั้น เมื่อทุกคนทำได้อย่างนี้แล้ว ผลประโยชน์ก็จะเข้าธนาคาร ไม่เข้าส่วนตัว ระบบใต้โต๊ะจะไม่มีในธนาคารทหารไทย เราต้องจัดระบบ วางระเบียบ มีการสร้างเสริมคุณภาพ และควบคุมคุณภาพในลักษณะที่ว่าเจ้าหน้าที่ระดับต่าง ๆ ได้รู้จักทำการวางแผนงาน วางแผนแล้วนำไปปฏิบัติให้ได้ผล มีการติดตามประเมินผลแล้วนำมาแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่อง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็เชื่อว่าหน่วยงานของเราจะก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยดีขึ้น เพราะเราถือหลักว่าจะต้อง

  1. ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และให้ความสำคัญต่อลูกค้าทุกคน
  2. ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตต่อผู้ถือหุ้น

บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยนำเอาไว้ในอดีต ซึ่งผมเห็นว่าควรจะทำกันได้แล้ว เพราะมีเสียงมาบ้างว่า การให้สินเชื่อไม่เป็นธรรมอยู่ที่เจ้าหน้าที่งานสินเชื่อหรือเจ้าหน้าที่ชั้นบริหารเท่านั้น ผมก็เสนอในที่ประชุมกรรมการบริหารว่าเราจะทำฟอร์แมท (รูปแบบ) ของสินเชื่อขึ้น ลูกค้ารายใหญ่รายใดจะขอสินเชื่อจากเรา เราจะต้องเอาข้อมูลของเขามาทำข้อพิจารณา จากข้อพิจารณานี้ก็มีวิเคราะห์ว่าเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้อย่างไร จากนั้นก็สรุปเพื่อเป็นข้อมูลว่า รายนี้ควรให้หรือไม่ควรให้เพราะเหตุใด เมื่อทำอย่างนี้ขึ้นมาทุกคนก็สบายใจ เพราะสิ่งเหล่านี้มันบันทึกไว้ เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นหลักฐานชัดเจน

ขอให้ทุกคนทำงานด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรมเถอะ แล้วธนาคารของเราก็จะได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า เป็นการเร่งการปรับระดับคุณภาพของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่บริหารชั้นผู้ใหญ่ ผมก็เน้นหนักในเรื่องคุณธรรม เพราะคุณภาพสร้างความเจริญเติบโตทันที แต่ถ้าไร้ซึ่งคุณธรรมเสียแล้ว ความเจริญก็จะเป็นเพียงเปลือกได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องมีคุณธรรม และคุณธรรมประจำใจก็คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าในยามบรรพวิหารศีล คือ เมตตากรุณา มุทิตา และอุเบกขา นั่นเอง

ตอนนี้ เรารู้ว่าธนาคารของเราเติบโตค่อนข้างเร็ว ถ้าเราไม่เตรียมการให้ดีสำหรับอนาคตแล้ว ก็จะมีปัญหา ดังนั้นเราจึงได้มีแผนพัฒนาระยะยาวปานกลาง และระยะยาว มีการปรับปรุงเจ้าหน้าที่ของเราให้มีคุณภาพ ซึ่งนับว่าผมโชคดีมากที่มีเจ้าหน้าที่ผู้ใหญ่มีทั้งความสามารถ และความดีประกอบกัน เราจึงอยู่กันเหมือนหนึ่งเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ซึ่งจะต้องช่วยกัน เพราะฉะนั้น เราจึงไม่มีปัญหาอะไรมาก ปัญหาต่าง ๆ เราแก้ไขได้ด้วยความเป็นระบบ มีระเบียบ และวางอยู่บนหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง 

มีกลยุทธ์อย่างไรในการเพิ่มยอดเงินฝากให้สูงขึ้นถึง 3 เท่าตัว?

ที่ทำได้นั้นก็ไม่ใช่เพราะผม แต่เพราะเรามีคนอยู่ 2 คนที่เก่งทางการตลาด คืออาจารย์ประยูร  (จินดาประดิษฐ์) กับคุณอนุตร์ (อัศวานนท์) ซึ่งทั้งสองท่านนี้เป็นนักการตลาดด้วย ไม่ใช่แค่เพียงมีนักบริหารอย่างเดียว เพราะฉะนั้นทีมจึงมองตลาดว่าเราจะมุ่งไปจุดไหน จังหวัดไหน สรุปว่าจะจำเป็นต้องขยายฐานทางธุรกิจออกไป ซึ่งแต่ก่อนคนก็มองออกมองว่าเราเกี่ยวกับทหารแค่ประการเดียว แต่เวลานี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว เวลานี้เรายังยึดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 5 ของรัฐบาล ซึ่งเน้นหนักในความร่วมมือของภาคเอกชนและภาครัฐบาล ดังนั้นนโยบายของเราจึงตั้งศักยภาพว่า แผนพัฒนาฉบับนี้ มีเป้าหมายอย่างไรเพื่อให้ความร่วมมือ และดูตลาดว่าจะไปทางไหน ซึ่งจะทำให้เราสามารถขยายฐานใหม่ได้ และขณะเดียวกันก็สนองต่อนโยบายของรัฐบาลและขยายตลาดออกไปให้กว้างขวาง เราจึงประสบความสำเร็จ เราไม่ได้อยู่กับทหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่กับพลเรือนถึง 80% กว่าแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงเติบโตและทำกำไรได้มากขึ้นในระยะหลัง ๆ นี้ ก็ขอบคุณความดีให้กับทีมงานบริหารและทีมงานทุกคน โดยตัวผมเองกลับพูดได้ว่า ผมไม่ชอบการทุจริต ผมจึงขอร้องไม่ให้ทุกคนทำในเรื่องนี้ การต่อสู้ต้องด้วยความดี และไม่ใช่น่ะงอยู่กับโต๊ะ เพราะธุรกิจธนาคารเป็นการขายบริการ เราจะต้องออกไปปรับใช้ประชาชนที่มีอยู่ทุกที่ และที่ดีที่สุดก็คือ พนักงานทุกคนต้องมี Shared Value ซึ่งหมายถึงความรู้สึกร่วมกันในแนวทางงานเพื่อธนาคารของเรา อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก

เมื่อธนาคารเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างนี้แล้ว คิดว่าจะเจอกับปัญหาอะไรบ้าง?

ก็มีครับ ปัญหาก็คือ เราต้องสู้กับคู่แข่งของเรา ขณะที่เราเองเคยเล็ก แล้วก็โตขึ้นเป็นธนาคารระดับกลาง และก็เป็นระดับกลางที่ระดับค่อนข้างดีอีกด้วย เพราะระดับ 6, 5, 4 นี่เขาใหญ่มากแล้ว ดังนั้นปัญหาก็คือเราจะสู้กับเขาด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม แข่งขันทำ “ดี” เราเตรียมแผนไว้พอสมควร อันนี้อย่าเพิ่งให้บอกเลยนะครับว่าเราเตรียมอะไรไว้บ้าง แต่เราก็จะทำดีที่สุด แม้ผลจะออกมาอย่างไรเราก็พอใจ เพราะเราได้พยายามทำในเรื่องเหตุอย่างดีที่สุดแล้ว

แล้วปัญหาภายในมีอะไรบ้างไหม?

ผมเป็นคนโชคดี อยู่ที่ไหนก็จะมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี หรืออยู่ใต้บังคับบัญชาที่ไม่ดีก็มักจะอยู่กับผมไม่ได้ ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะดวงชะตาก็เป็นได้

สำหรับผม จะเน้นอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องมีความสามัคคี และผมไม่แก้ปัญหาด้วยอารมณ์ แต่จะแก้ด้วยเหตุผล เราจะเรียกว่า กล่าว ตักเตือน สั่งสอนในลักษณะที่ส่อให้เห็นถึงความปรารถนาดี หากผู้ใดทำงานบกพร่องโดยไม่เจตนาก็ไม่ถือเป็นเรื่องรุนแรง แต่หากบกพร่องด้วยเจตนา ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมโชคดีที่มายู่ที่นี่แล้วไม่สู้จะมีปัญหาอะไรมากมายนัก มีบ้าง แต่เราพอจะพูดกันรู้เรื่อง ไม่ใช่เป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งรุนแรง คนเราถ้าไม่ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนตนเสียแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะพูดกันไม่รู้เรื่อง เราบอกว่า “พี่เอ๋ย น้องเอ๋ย ผลประโยชน์มันอยู่กับธนาคารนะ อันนี้น้องพูดเพื่อธนาคารนะ ไม่ใช่พูดเพื่อตัวเอง” อย่างนี้ก็ไม่มีการทะเลาะกัน แต่ถ้าหวังผลประโยชน์ส่วนตนอะไรสักอย่าง เราก็ต้องพยายามดันมันไปให้ได้ คือหมายความว่า เราเลือกแล้วว่าจะเอาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไอ้เหตุผลก็จะไม่คำนึงถึง เราจึงต้องมาเห็นถึงว่าให้เห็นแผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือ นักเศรษฐกิจ ถ้ามันถึงตัวเราก่อน มันไปไม่รอดหรอก ต้องมีกิจส่วนรวมก่อน คือประเทศชาติ สถาบัน แล้วค่อยมากถึงตัวเรา ถ้าทำอย่างนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัย เราจะเจริญเดินโดต่อไปได้แน่

ทัศนะส่วนตัวเกี่ยวกับการลดค่าเงินบาท

เรื่องนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ แม้กระทั่งการเรียกชื่อ ลดค่าเงินบาท บางท่านก็เรียกว่าการปรับค่าเงินบาทให้สมจริง ก็เป็นการดีไม่ผูกค่าเงินบาทไว้กับเงินดอลลาร์ของอเมริกาแต่เพียงอย่างเดียว ปัญหาอยู่ที่ว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย อีกทั้งยังขึ้นกับระยะเวลาปัจจุบันหรืออนาคตอีกด้วย

หากจะดูด้วยสายตาเป็นกลางก็จะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจโดยทั่วไปของโลกมีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้นในช่วงปี 27 แต่ก็เป็นจริงเพราะบางประเทศและก็เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่กำลังพัฒนาแต่มีประเทศที่พัฒนาแล้วสนับสนุนโดยหวังประโยชน์ทางด้านอื่นประกอบด้วย

ย้อนกลับมาดูประเทศไทยจะเห็นได้ว่าผลผลิตของเราเป็นโภคภัณฑ์ขั้นปฐม (primary Commodity) และได้รับผลสะเทือนจากการจำกัดสินค้าเข้า (Trade Protectionism) อย่างมาก ทำให้การส่งออกเติบโตช้าไม่เฉพาะด้านสินค้าเกษตรกรรมเท่านั้น แม้ด้านอุตสาหกรรมก็เช่นกัน เพราะการตัดราคาในอเมริกาและค่าเงินบาทแข็งตามดอลลาร์อเมริกัน ความไม่สงบในภูมิภาคการค้าระหว่างประเทศและระหว่างประเทศที่ขาดเงินเพิ่มมากขึ้น ความปั่นป่วนในตลาดการเงินในประเทศ และการชำระหนี้คืนเริ่มจะเป็นภาระหนักขึ้นทุกที ถ้าถ้าไม่ผิดตอนนี้ก็ 20.6 เปอร์เซ็นต์แล้ว

ผมจึงคิดเอาเองว่า ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ แล้ว รัฐบาลคงจะไม่ยอมให้มีการปรับค่าเงินบาทตามที่เป็นอยู่ขณะนี้อย่างแน่นอน และรัฐบาลจะต้องรีบหนักในเรื่องการเร่งรัดงานขายอาหารให้กับประเทศ โดยมองมาตรการส่งออกให้มีมูลค่าสูงขึ้น และหารายได้อื่น ๆ เข้าประเทศ กับหาวิธีการส่งเสริมให้ต่างชาติลงทุนให้มากขึ้นในอนาคตอันใกล้ รวมทั้งการจำกัดการนำเข้าสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยอย่างจริงจังและให้ได้ผล

มองเศรษฐกิจในปี 2528 อย่างไร?

ถ้าเราจะแก้ปัญหาเกี่ยวกับด้านการส่งออกให้มากขึ้นและจำกัดการนำเข้าแล้ว ภาครัฐบาลและภาคเอกชนจะต้องพยายามขยายตลาดให้มากขึ้นด้วย พยายามโน้มน้าวให้นักลงทุนในประเทศให้มากขึ้น แล้วที่แท้ “คน” ของเราเสียด้วย คือให้รู้จักประหยัด อดทน มีระเบียบวินัย รู้จักหน้าที่ มีการรับผิดชอบ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจนี้ไม่อาจแก้ได้โดยฉับพลันทันใจได้หรอก ต้องใช้เวลาพอสมควรทีเดียว หากทุกคนร่วมใจกัน ช่วยซึ่งกันและกันแล้ว ก็คิดว่าเราจะอยู่กันอย่างไม่เดือดร้อนนัก ประเทศที่เดือดร้อน ยากเห็นกว่าเรายังมีอีกมากนัก

แล้วที่สายตาภายนอกมองว่าธนาคารทหารไทยเติบโตเพราะมีเงินแม่ข่ายแม้ช้อยนั้นเท็จจริงอย่างไร?

ก็มีบางคนเรียกธนาคารทหารไทยว่า ธนาคารแม่ชม้อย ซึ่งผมเองก็เคยพูดไปแล้ว และก็ขอยืนยันอีกครั้งว่า แม่ชม้อยไม่ได้มาใช้บริการของเรามาก่อน และก็ไม่มีทหารกลุ่มใดบีบบังคับให้แม่ชม้อยเข้ามาใช้บริการของเรา ที่แม่ชม้อยตัดสินใจใช้บริการของเราในระยะหลัง ๆ นี้ก็ไม่ทราบเพราะเหตุใด แต่เราไม่มีและไม่เคยใช้ระบบมีบังคับลูกค้าใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยความสมัครใจ และเราเทิดให้ความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภคทุกคนอยู่เสมอ โดยถือหลัก ธนาคารทหารไทยรับใช้ประชาชนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม ไม่เคยทำร้ายและหักหลังใคร แม่ชม้อยก็ยังไม่เคยสร้างปัญหาอะไรให้กับธนาคาร ทุกอย่างดำเนินไปอย่างปกติ ดีเสียอีกที่สามารถนำเงินนอกระบบกลับเข้ามาไว้ในระบบได้

ท่านใช้เวลาว่างของท่านให้หมดไปในเรื่องที่เกี่ยวกับอะไรบ้าง?

ในด้านการกีฬา ผมเคยเล่นกีฬาได้เกือบทุกประเภท สมัยเป็นนักเรียนนายร้อย ส่วนใหญ่ชอบกีฬากลางแจ้ง เช่น รักบี้ ฟุตบอล บาสเกตบอล กีฬาน้ำเริ่มก็เป็นกีฬาประเภทป้องกันตน เพราะอาชีพทหารต้องป้องกันชีวิตตนจากคู่ต่อสู้ ซึ่งไม่คำนึงถึงน้ำหนัก รุ่น และวัย ต้องฝึกให้ได้ผลจริง ๆ ครูบัววัดอิ่ม เห็นผมสนใจในศิลปประเภทนี้ จึงเรียกผมไปซ้อมตามลำพัง และถ่ายทอดแม่ไม้มวยไทยมาให้เสมอ

ชอบอ่านหนังสือ ประเภทประวัติศาสตร์สงคราม ประเทศกีฬา และหนังสือด้านเศรษฐกิจ และธุรกิจมากขึ้นในปัจจุบันนี้ เพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมให้เหมาะสมกับหน้าที่ความรับผิดชอบที่ได้รับอยู่ในขณะนี้

นิตยสารธุรกิจผู้นำ ปีที่ 2 ฉบับที่ 22 15 พฤศจิกายน - 16 ธันวาคม 2527