
เปิดอาณาจักร "ตระกูลมหากิจศิริ" จากเนสกาแฟ สู่อสังหาฯ-พลังงาน-เทคโนโลยี
19 เมษายน 2568
ทีมบรรณาธิการ / ทีมเศรษฐกิจ
เมื่อพูดถึงตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในวงการธุรกิจไทย ชื่อ "มหากิจศิริ" เป็นหนึ่งในตระกูลที่โดดเด่นด้วยทรัพย์สินมหาศาล และเครือข่ายธุรกิจที่กระจายตัวในหลากหลายอุตสาหกรรม จากการตรวจสอบข้อมูลจากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2568 ชี้ให้เห็นถึงความมั่งคั่งและการลงทุนอันกว้างขวางของคนในตระกูล
จากธุรกิจเล็กๆ สู่อาณาจักรมหาศาล
ตระกูลมหากิจศิริเริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มในช่วงทศวรรษ 2510 โดยนายประยุทธ มหากิจศิริ ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ เริ่มจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าเนสท์เล่ในประเทศไทย ก่อนที่จะขยายธุรกิจอย่างก้าวกระโดดเมื่อได้ร่วมทุนกับเนสท์เล่ในการก่อตั้งบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด เมื่อปี 2532
จุดเปลี่ยนสำคัญของตระกูลมาจากความสำเร็จในการผลิตกาแฟสำเร็จรูป "เนสกาแฟ" ที่กลายเป็นแบรนด์ยอดนิยมของคนไทย จนทำให้นายประยุทธได้รับการขนานนามว่าเป็น "เจ้าพ่อเนสกาแฟ" จากความสำเร็จนี้ ตระกูลมหากิจศิริได้นำผลกำไรไปขยายการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ อย่างหลากหลาย ทั้งการเข้าซื้อกิจการและการก่อตั้งบริษัทใหม่
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ขณะที่หลายธุรกิจประสบปัญหา ตระกูลมหากิจศิริกลับเห็นโอกาสในการเข้าซื้อกิจการที่มีศักยภาพแต่ขาดสภาพคล่อง จนทำให้พอร์ตการลงทุนของตระกูลเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นจุดเริ่มต้นของการขยายอาณาจักรธุรกิจไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม
เมื่อตรวจสอบข้อมูลการลงทุนถือหุ้นในบริษัทต่างๆของคนในครอบครัวมหากิจศิริ 3 คน คือ นายประยุทธ มหากิจศิริ นางสุวิมล มหากิจศิริ(ภรรยานายประยุทธ) และนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ(ลูก) จพบว่าตระกูลมหากิจศิริ มีกากระจายการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม
เฉลิมชัย มหากิจศิริ: ทายาทผู้สืบทอดอาณาจักร
นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ เป็นหนึ่งในทายาทสำคัญของตระกูล ครอบครองหุ้นในบริษัทต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 9,351 ล้านบาท โดยกระจายการลงทุนใน 74 บริษัท ทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจำกัด
บริษัทที่เขาถือหุ้นสัดส่วนสูงสุด ได้แก่ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด ที่ถือหุ้น 41.80% มูลค่ากว่า 1,570 ล้านบาท ซึ่งเป็นผู้ผลิตกาแฟสำเร็จรูป "เนสกาแฟ" รายใหญ่ของประเทศไทย รองลงมาคือ เลควูด แลนด์ จำกัด ที่ถือหุ้น 92.22% มูลค่า 2,252 ล้านบาท และ โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) ที่ถือหุ้น 6.80% มูลค่า 2,310 ล้านบาท
สุวิมล มหากิจศิริ: พลังขับเคลื่อนเบื้องหลัง
นางสุวิมล มหากิจศิริ มีการลงทุนในบริษัทต่างๆ รวมมูลค่าหุ้นทั้งสิ้น 1,237 ล้านบาท กระจายอยู่ใน 20 บริษัท โดยถือหุ้นใหญ่ใน โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) ที่ 2.04% มูลค่า 693 ล้านบาท และ พีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด ที่ 10% มูลค่า 298 ล้านบาท นอกจากนี้ยังถือหุ้น 5% ใน ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด มูลค่ากว่า 187 ล้านบาท
ประยุทธ มหากิจศิริ: ผู้บุกเบิกอาณาจักร
นายประยุทธ มหากิจศิริ ผู้ได้รับสมญานาม "เจ้าพ่อเนสกาแฟ" คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานธุรกิจให้กับตระกูล ปัจจุบันถือครองหุ้นมูลค่ารวมสูงถึง 3,608 ล้านบาท กระจายอยู่ใน 22 บริษัท
นายประยุทธเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ พีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด ด้วยสัดส่วน 76% มูลค่ากว่า 2,268 ล้านบาท และ โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) ที่ 2.60% มูลค่า 883 ล้านบาท รวมถึงถือหุ้น 70% ใน คาร์บอน ทีค จำกัด มูลค่ากว่า 160 ล้านบาท และ 3.20% ใน ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด มูลค่า 120 ล้านบาท
เปิดพอร์ตลงทุน “มหากิจศิริ” ในหลากหลายอุตสาหกรรม
ตระกูลมหากิจศิริมีกลยุทธ์การลงทุนที่กระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม จากข้อมูลล่าสุดปี 2567 พบว่ามีการกระจายการลงทุนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ดังนี้:
1. อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
นอกจากธุรกิจกาแฟผ่านบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด แล้ว ตระกูลยังขยายการลงทุนในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ผ่านบริษัท โซเชียล เฮลท์ จำกัด ซึ่งผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้อัดแก๊ส เครื่องดื่มสมุนไพร และเครื่องดื่มจากการสกัดหรือการหมักผลไม้ รวมถึงบริษัท พีเอ็ม ควอลิตี้ ฟูด แอนด์ เบฟเวอเรจ จำกัด ที่นำเข้าและส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค
นอกจากนี้ ยังลงทุนในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มผ่านบริษัท พีเอ็ม80 ไบโอ รีเสิร์ช กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในอนาคต
2. อสังหาริมทรัพย์และพัฒนาที่ดิน
ตระกูลมหากิจศิริให้ความสำคัญกับการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก ซึ่งเห็นได้จากการลงทุนใน เลควูด แลนด์ จำกัด (พัฒนาและจัดสรรที่ดิน/บริการด้านสาธารณูปโภค), ริเวอร์ไซด์ ทาวเวอร์ จำกัด (ขายอสังหาริมทรัพย์ ห้องชุดคอนโดมิเนียม), พหลโยธิน การ์เด้นท์ จำกัด (ให้เช่าสำนักงานและให้บริการสาธารณูปโภค), และ พีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด (การให้เช่า การขาย การซื้อและการดำเนินการด้านอสังหาริมทรัพย์)
บริษัทในกลุ่มนี้มีมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึงหลายพันล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตระกูลในศักยภาพการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย
3. ธุรกิจการเงินและการลงทุน
ตระกูลขยายการลงทุนไปยังภาคการเงินผ่านบริษัทหลายแห่ง เช่น เงินเรื่องจิ๊บ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจให้สินเชื่อ, ฟีล ฟรี เพย์ จำกัด ซึ่งทำธุรกรรมทางการเงินและธุรกรรมการชำระเงิน รวมถึงธุรกรรมเกี่ยวกับบัตรเครดิต และ บริหารสินทรัพย์ ลินน์ ฟิลลิปส์ จำกัด ซึ่งดำเนินกิจกรรมบริการทางการเงิน
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทโฮลดิ้งหลายแห่งที่ทำหน้าที่บริหารการลงทุนในบริษัทต่างๆ เช่น โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน), พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน), และ อะธีน โฮลดิ้งส์ จำกัด
4. การขนส่งและโลจิสติกส์
ตระกูลมหากิจศิริมีการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะการขนส่งทางทะเล ผ่านบริษัท โทรีเซน ชิปปิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ, พรีโม ชิปปิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นตัวแทนผู้รับจัดการขนส่งสินค้าและตัวแทนออกของ, และ โทรีเซน (กรุงเทพ) จำกัด ที่ให้บริการจัดการกองเรือ
ในส่วนของการขนส่งทางอากาศ มีการลงทุนผ่าน พี 80 แอร์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศที่ไม่มีตารางเวลา และ พี 80 เจ็ท จำกัด ที่ดำเนินกิจกรรมการดำเนินงานของสนามบิน
5. พลังงานและสาธารณูปโภค
ตระกูลมหากิจศิริได้ขยายการลงทุนไปยังภาคพลังงานและสาธารณูปโภคผ่านบริษัทหลายแห่ง เช่น เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจออกแบบ นำเข้า ส่งออก ผลิต และติดตั้งระบบไฟฟ้าและพลังงานทดแทน, ยูเอ็มเอส คลีน เอ็นเนอร์ยี่ 1 และ 2 จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจการผลิตและการส่งไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังลงทุนในบริษัท คอนโฟล เอเซีย จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจด้านการประหยัดพลังงาน และพลังงานทดแทน และ เอเชีย อินฟราสตรักเชอร์ แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้บริการระบบน้ำและสาธารณูปโภคทุกชนิด
6. สันทนาการและบันเทิง
ตระกูลมีการลงทุนอย่างมากในธุรกิจสันทนาการและบันเทิง โดยเฉพาะสนามกอล์ฟ ผ่านบริษัท เลควูดคันทรี่คลับ จำกัด, กรีนวัลเล่ คันทรีคลับ จำกัด, สุภาพฤกษ์ จำกัด และ ลำลูกกา กอล์ฟแอนด์คันทรี่คลับ จำกัด
ในด้านบันเทิง มีการลงทุนในบริษัท โฟร์ วัน วัน เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ที่ผลิตรายการโทรทัศน์และรายการบันเทิง, โฟร์ วัน วัน โปรดักชั่น จำกัด ที่ผลิตรายการเพื่อการบันเทิง, และ ฮอโรรา จำกัด ที่ดำเนินกิจกรรมการผลิตรายการโทรทัศน์
7. เทคโนโลยีและดิจิทัล
ตระกูลมหากิจศิริได้ปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลผ่านการลงทุนในบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายแห่ง เช่น โฟร์วันวัน อีคอมเมิร์ซ จำกัด ที่ให้บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต, วี สมาร์ท ซิตี้ จำกัด ที่ให้คำปรึกษาทางด้านซอฟต์แวร์, และ พี ยู ยู เอ็น อินเทลลิเจนท์ จำกัด ที่ให้บริการพัฒนาซอฟต์แวร์และให้คำปรึกษาทางด้าน IT
นอกจากนี้ ยังลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการตลาดดิจิทัลผ่าน คลาวด์เบรค (ประเทศไทย) จำกัด ที่ประกอบการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต และ ฟีนีกซ์ เอ็กซ์เชนจ์ จำกัด ที่ซื้อขายสินค้าและบริการโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์
ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส ธุรกิจหมื่นล้าน ปมขัดแย้งเนสท์เล่
บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) เป็นบริษัทที่ควบคุมโดยตระกูลมหากิจศิริ ทำหน้าที่ผลิตกาแฟสำเร็จรูป "เนสกาแฟ" ในประเทศไทยมานานกว่า 34 ปี ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท โดยมีผู้ถือหุ้นหลักคือ:
- เฉลิมชัย มหากิจศิริ: 41.80% (20.9 ล้านหุ้น) มูลค่า 1,570 ล้านบาท
- เนสท์เล่ เอส.เอ: 30.00% (15 ล้านหุ้น) มูลค่า 1,127 ล้านบาท
- วิโทรปา เอส.เอ: 19.00% (9.5 ล้านหุ้น) มูลค่า 713 ล้านบาท
- สุวิมล มหากิจศิริ: 5.00% (2.5 ล้านหุ้น) มูลค่า 187 ล้านบาท
- ประยุทธ มหากิจศิริ: 3.20% (1.6 ล้านหุ้น) มูลค่า 120 ล้านบาท
- บริษัท เนสท์เล่เทรดดิ้ง ประเทศไทย จำกัด: 1.00% (0.5 ล้านหุ้น) มูลค่า 37 ล้านบาท
ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลมหากิจศิริกับเนสท์เล่เริ่มมีรอยร้าวจนนำไปสู่ข้อพิพาททางธุรกิจที่ลุกลามสู่ศาล โดยมีเครื่องหมายการค้า "เนสกาแฟ" (NESCAFE) เป็นประเด็นหลักของข้อขัดแย้ง หลังสัญญาร่วมลงทุนในบริษัท คิว.ซี.พี. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างตระกูลมหากิจศิริและเนสท์เล่ในสัดส่วน 50:50 สิ้นสุดลงในปี 2567
หากดูจากผลการดำเนินงานของบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด พบว่าบริษัทนี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับมหากิจศิริ โดยในปี 2566 มีรายได้รวม 17,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากปีก่อนหน้า แม้ว่ากำไรสุทธิจะลดลง 9.8% เหลือ 3,067 ล้านบาท จาก 3,403 ล้านบาทในปี 2565 ซึ่งปัจจัยหลักมาจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 3.7% สูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้
ข้อพิพาทระหว่างตระกูลมหากิจศิริกับเนสท์เล่ ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญของความขัดแย้งทางธุรกิจระหว่างเครือธุรกิจครอบครัวไทยกับบรรษัทข้ามชาติ ผลของคดีนี้อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางของทั้งสองฝ่ายในอนาคต รวมถึงอุตสาหกรรมกาแฟในประเทศไทย
ต้องยอมรับว่า ตระกูลมหากิจศิริเป็นหนึ่งในตระกูลธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทย และการเคลื่อนไหวทางธุรกิจของพวกเขายังคงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงธุรกิจไทยต่อไป