
เวียดนามเปลี่ยนเกม: โฮจิมินห์ซิตี้เดินหมากใหญ่ สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีของอาเซียน
29 ธันวาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
เวียดนามเดินหมากใหญ่ รีเซ็ตโครงสร้างนิคมอุตสาหกรรมโฮจิมินห์สู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีชั้นสูง ดึงทุนระดับโลก สร้างระบบเศรษฐกิจคาดการณ์ได้ พร้อมท้าทายความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในทศวรรษใหม
ในเวลาไม่กี่ปี เวียดนามจากผู้ตามเศรษฐกิจอาเซียนกำลังก้าวสู่ชาติที่กำหนดแบบแผนการผลิตใหม่ของภูมิภาคอย่างทะเยอทะยานที่สุด ไม่ใช่ด้วยการผลิตเสื้อผ้าหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ราคาถูก หากเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีก้าวหน้า ปัญญาประดิษฐ์ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
จุดศูนย์กลางของปรากฏการณ์นี้อยู่ที่ นครโฮจิมินห์ เมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งกำลังถูกรีเซ็ตทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเชิงอุตสาหกรรม ผ่านการควบรวมพื้นที่การปกครองกับจังหวัดบิ่นห์เยืองและบ่าเหรี่ยะ–หวุงเต่า เพื่อยกระดับอำนาจการบริหาร จัดสรรที่ดิน และวางผังเมืองให้สอดรับกับยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมระลอกใหม่
ตามข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ การปรับโครงสร้างครั้งนี้คือความพยายามสร้างสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจใหม่ที่ผลักดันให้เมืองกลายเป็น แกนกลางของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทานอาเซียน
แผนใหญ่ 2050: เปลี่ยนเมืองให้เป็นระบบอุตสาหกรรมแบบบูรณาการ
ข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่า ปัจจุบันนครโฮจิมินห์มีนิคมอุตสาหกรรมและเขตส่งออกจำนวน 66 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 27,000 เฮกตาร์ หรือ ประมาณ 168,750 ไร่ เป้าหมายในอีก 25 ปีข้างหน้าคือการผลักดันให้ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มเป็น 105 แห่ง บนพื้นที่กว่า 49,000 เฮกตาร์ เทียบเท่าการขยายตัวเชิงพื้นที่เกือบ สองเท่า
อย่างไรก็ตาม จำนวนไม่ใช่จุดสำคัญ สาระที่แท้จริงคือการ “ยกระดับประเภทของอุตสาหกรรมที่เข้ามา” จากภาคการผลิตแบบใช้แรงงานสู่ภาคเทคโนโลยีและนวัตกรรม
โดยเมืองกำลังดึงดูดการลงทุนในสาขา:
- ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
- ชิปเซมิคอนดักเตอร์
- เทคโนโลยีชีวภาพ
- เมืองอัจฉริยะ
- เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
- การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing)
เป้าหมายในช่วงปี 2568–2573 คือการดึงดูดเงินลงทุนกว่า 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยอัตราการลงทุนเฉลี่ย 8–10 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเฮกตาร์ และตั้งเป้าอัตราเบิกจ่ายโครงการไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 ความทะเยอทะยานนี้สะท้อนว่า เวียดนามไม่ได้ต้องการเป็น “โรงงานของอาเซียน” หากต้องการเป็น แพลตฟอร์มเทคโนโลยีของโลกตะวันออก
ภูมิรัฐศาสตร์แห่งการผลิต: เวียดนามคือผู้รับประโยชน์จากความไม่แน่นอนของโลก
การปรับยุทธศาสตร์ของโฮจิมินห์เกิดขึ้นพร้อมกับที่ระบบการค้าโลกอยู่ในสภาวะปั่นป่วน
- ทั้งสงครามการค้า
- นโยบายภาษีของสหรัฐ
- ความตึงเครียดจีน–ตะวันตก และ
- แนวโน้มการกระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง
ข้อมูลจากสำนักงานฯ ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะต่อจีน คือแรงผลักสำคัญที่ทำให้บริษัทข้ามชาติมองหา “ฐานการผลิตสำรอง” และเวียดนามกำลังขึ้นเป็นหนึ่งในตัวเลือกหลัก
แรงงานที่แข่งขันได้เพียงไม่กี่ประเทศ การเปิดตลาดเสรีกับมหาอำนาจหลายชาติ และความพร้อมด้านพื้นที่อุตสาหกรรม ทำให้เวียดนามกลายเป็น จุดเชื่อมใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก
ตัวอย่างเช่น นิคมอุตสาหกรรมเฮียบเฟือก ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักลงทุน:
- เกาหลีใต้
- ญี่ปุ่น
- จีน
- ไต้หวัน
โดยนักลงทุนเหล่านี้มองหาโซลูชันที่รองรับ:
- เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
- เศรษฐกิจหมุนเวียน
- Net Zero 2050
ในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่เป็นกลยุทธ์ และเวียดนามกำลังเล่นเกมนี้อย่างจริงจัง
ในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ความยั่งยืนไม่ใช่ภาพลักษณ์ แต่เป็นกลยุทธ์
ความเสี่ยงเชิงกฎหมาย: จุดอ่อนที่อาจกลายเป็น “อุปสรรคเชิงระบบ”
แม้เวียดนามสร้างโมเมนตัมการเติบโตอย่างโดดเด่น แต่รายงานของสำนักงานฯ เตือนถึง “จุดเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในด้านกฎหมายและกระบวนการอนุมัติ
ผู้ประกอบการในเวียดนามกำลังเผชิญกับความท้าทาย ได้แก่:
- การเข้าถึงที่ดินและการเวนคืน
- ขั้นตอนการอนุมัติที่ซับซ้อน
- ความล่าช้าของการจัดสรรพื้นที่
- ความไม่สอดคล้องในการตีความกฎหมาย
- ภาระค่าใช้จ่ายในช่วงรอโครงการ
ความล่าช้าเหล่านี้ทำให้เกิด project waiting cost ที่สูงขึ้น และสร้างความไม่แน่นอนเชิงธุรกิจ ซึ่งอาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่งเวียดนามสามารถสร้างเมืองใหม่ได้เร็ว แต่ต้องทำให้ระบบราชการ “อัปเกรดทันเวลา”
ตอบโจทย์การลงทุนด้วย One-stop Service และการเร่งเคลียร์ปัญหาค้าง
เพื่อลดความเสี่ยงของนักลงทุน โฮจิมินห์กำลังปรับระบบการอนุมัติแบบ One-stop Service โดยให้อำนาจสำนักงานเมืองและคณะกรรมการ HEPZA เป็นกลไกหลักในการอนุมัติ
ข้อมูลจากสำนักงานฯ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี เมืองสามารถแก้ไขโครงการค้างคาได้ 670 จาก 838 โครงการ หรือ ร้อยละ 80
ซึ่งถือเป็น “สัญญาณความตั้งใจเชิงสถาบัน” ที่พบไม่บ่อยในระบบราชการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความโปร่งใสลดความเสี่ยง
ความแน่นอนเพิ่มความเชื่อมั่นและความเร็วคือความได้เปรียบ
เปลี่ยนฐานเศรษฐกิจ: จากแรงงานราคาถูกสู่เทคโนโลยีมูลค่าสูง
แผนพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของเมืองช่วงปี 2568–2573 ไม่ได้มุ่งเน้นการขยายพื้นที่อย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยน DNA ของการผลิตภายในประเทศ
เป้าหมายคือ:
- อุตสาหกรรมเทคโนโลยีก้าวหน้า
- อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
- Value-added manufacturing
- และเศรษฐกิจฐานความรู้
รายงานสำนักงานฯ วิเคราะห์ว่า แนวโน้มนี้สร้างโอกาสให้กับธุรกิจในหลายสาขา เช่น
- เทคโนโลยีขั้นกลาง–ปลาย
- ระบบอัตโนมัติ
- โลจิสติกส์
- พลังงานประสิทธิภาพสูง
- บริการบำรุงรักษาเครื่องจักร
และโดยเฉพาะ เครือข่ายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์, AI และเทคโนโลยีชีวภาพ ประเทศที่เคยเป็น “โรงงานของคนอื่น” กำลังพยายามเป็น “แพลตฟอร์มของเทคโนโลยีโลก”
ประเทศที่เคยเป็น “โรงงานของคนอื่น” กำลังพยายามเป็น “แพลตฟอร์มของเทคโนโลยีโลก”
ผู้ประกอบการไทย: โอกาสใหญ่ แต่เดิมพันสูง
สำนักงานฯ ระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่แข่งขันด้วยต้นทุน เช่น ชิ้นส่วนและวัตถุดิบ
เวียดนามอาจ:
- แย่งฐานผลิต
- แย่งนักลงทุน
- แย่งออเดอร์ระยะยาว
แต่ในทางกลับกันไทยยังมีช่องทางเข้าสู่เกม ผ่าน:
- การร่วมทุนกับผู้พัฒนานิคม
- การเช่าพื้นที่ในโครงการใหม่
- การเข้าระบบซัพพลายเชนเทคโนโลยี
- การให้บริการด้านโลจิสติกส์และอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม สำนักงานฯ เตือนว่า ผู้ประกอบการไทยต้องจัดการความเสี่ยงทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะ:
- การตรวจสอบสถานะที่ดิน
- การใช้สัญญามาตรฐาน
- การกำหนด protective clauses
- และการจัดทำประกันความเสี่ยง
เวียดนามเป็นโอกาส แต่เวียดนามไม่ใช่ตลาดที่เล่นได้ด้วยความประมาท
เดิมพันระยะยาว: สร้างประเทศที่แข่งขันด้วย “ระบบ” ไม่ใช่ “ราคา”
การเปลี่ยนแปลงในโฮจิมินห์คือภาพสะท้อนการขยับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศที่ต้องการหลุดพ้นจากการเป็นผู้ผลิตราคาถูก และก้าวสู่การเป็นผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจโลกแบบใหม่ โมเดลนี้ตั้งอยู่บน 4 เสาหลัก:
- โครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมระดับโลก
- ระบบกฎหมายที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้
- เทคโนโลยีและการเพิ่มมูลค่า
- ความยั่งยืนเชิงสิ่งแวดล้อม
เวียดนามไม่ได้แข่งขันเพื่อ “ขายสินค้า” แต่แข่งขันเพื่อ ขายความสามารถของระบบเศรษฐกิจ และในโลกที่อุตสาหกรรมถูกขับเคลื่อนด้วย AI ชิป และพลังงานสะอาด ประเทศที่สร้าง “ระบบที่รองรับอนาคตได้ก่อน” คือผู้ชนะ
แหล่งที่มา
ข้อมูลทั้งหมดในรายงานนี้อ้างอิงจาก:
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม
(กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์)
รายงานวิเคราะห์สถานการณ์การพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การดึงดูดการลงทุน และสภาพแวดล้อมด้านกฎหมายของนครโฮจิมินห์
ปี 2568–2569
