
ปัญหาสุขภาพจิต - วิกฤตเงียบของคนรุ่นใหม่ (ตอนที่ 5)
8 กรกฎาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
รายงานการสำรวจครั้งใหญ่ที่สุดของ Deloitte Global เกี่ยวกับ
Generation Z และ Millennial ในปี 2025
สารบัญ
ตอนที่ 1 วิกฤตการเงิน คนรุ่นใหม่กับค่าครองชีพที่พุ่งแรง
ตอนที่ 2 การศึกษาในยุคใหม่ เมื่อปริญญาไม่ใช่คำตอบเดียว
ตอนที่ 3 AI กับการทำงาน - โอกาสหรือภัยคุกคาม?
ตอนที่ 4 รายงานพิเศษ: คนรุ่นใหม่กับความสุขในที่ทำงาน
ตอนที่ 5 ปัญหาสุขภาพจิต - วิกฤตเงียบของคนรุ่นใหม่
ตอนที่ 6 ผู้จัดการยุคใหม่ - เลิกควบคุม เริ่มเป็นโค้ช
ตอนที่ 7 การแสวงหาความหมาย - งานต้องมีจุดประสงค์
ตอนที่ 8 อนาคตการทำงาน - คู่มือสำหรับผู้นำองค์กร
สุขภาพจิตเป็นปัญหาอันดับ 2 ของ Gen Z รองจากค่าครองชีพ เพียงครึ่งเดียวที่ประเมินสุขภาพจิตตนเองว่าดี 74% ต้องลางานเพราะความเครียด แต่น้อยกว่าครึ่งที่ลาจริง และ 1 ใน 4 ยังซ่อนปัญหาจากนายจ้างเพราะกลัวการเลือกปฏิบัติ
รายงานพิเศษ: คนรุ่นใหม่กับความสุขในที่ทำงาน ตอนที่ 5
สุขภาพจิตได้กลายเป็นวิกฤตเงียบที่กำลังกระทบคนรุ่นใหม่อย่างรุนแรง การสำรวจ Deloitte Global 2025 เผยให้เห็นภาพที่น่าตกใจของปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการที่หลายคนยังคงซ่อนปัญหาไว้เนื่องจากกลัวการเลือกปฏิบัติ
สุขภาพจิต - ปัญหาเร่งด่วนของคนรุ่นใหม่
ความกังวลด้านสุขภาพจิตพุ่งสูงขึ้น
ความกังวลด้านสุขภาพจิตกลายเป็นประเด็นอันดับ 2 สำหรับ Gen Z รองจากค่าครองชีพเท่านั้น และอันดับ 4 สำหรับ Millennial ซึ่งสูงกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม การว่างงาน และความไม่เสถียรทางการเมือง การที่สุขภาพจิตขึ้นมาเป็นปัญหาสำคัญเช่นนี้สะท้อนถึงความรุนแรงของวิกฤตที่คนรุ่นใหม่กำลังเผชิญ
สถิติสุขภาพจิตที่น่าวิตก
เฉพาะ 52% ของ Gen Z และ 58% ของ Millennial เท่านั้นที่ประเมินสุขภาพจิตของตนเองว่าดีหรือดีมาก ในขณะที่ 40% ของ Gen Z และ 34% ของ Millennial รู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลตลอดเวลาหรือส่วนใหญ่ของเวลา ตัวเลขเหล่านี้หมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของคนรุ่นใหม่กำลังประสบปัญหาสุขภาพจิต และ 1 ใน 3 อยู่ในภาวะเครียดอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุความเครียดในที่ทำงาน
ปัจจัยความเครียดหลัก ปัจจัยที่ส่งผลต่อความวิตกกังวลและความเครียดมากที่สุดของคนรุ่นใหม่:
-
อนาคตทางการเงินระยะยาว (48% Gen Z, 45% Millennial)
-
สุขภาพและสวัสดิการของครอบครัว (46% Gen Z, 45% Millennial)
-
การเงินรายวัน (43% Gen Z, 42% Millennial)
-
ความสัมพันธ์ครอบครัว/ส่วนตัว (41% Gen Z, 36% Millennial)
-
งาน (35% Gen Z, 33% Millennial)
น่าสังเกตว่าปัญหาการเงินครองอันดับ 1 และ 3 ซึ่งสอดคล้องกับวิกฤตค่าครองชีพที่กล่าวถึงในตอนแรก
ปัญหาเฉพาะในที่ทำงาน
สำหรับผู้ที่งานเป็นสาเหตุความเครียด ปัญหาหลักคือ:
-
ชั่วโมงทำงานยาว (48%)
-
การไม่ได้รับการยอมรับ/รางวัลอย่างเพียงพอ (47%)
-
วัฒนธรรมที่เป็นพิษในที่ทำงาน (44% Gen Z, 45% Millennial)
-
การตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรม (44% ทั้งสองกลุ่ม)
ปัญหาการลางานและ Stigma ที่ยังคงอยู่
สถิติการลางานที่น่าตกใจ
สถิติที่น่าตกใจคือ 74% ของ Gen Z และ 68% ของ Millennial ต้องลางานเพราะความเครียด แสดงให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างมีนัยสำคัญ
การซ่อนปัญหาจากนายจ้าง
แต่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง (43% Gen Z, 37% Millennial) ที่ลาจริง และในจำนวนนั้น 22% ของ Gen Z และ 19% ของ Millennial ให้เหตุผลอื่นกับนายจ้าง นี่หมายความว่าเกือบ 1 ใน 4 ของคนรุ่นใหม่ยังคงซ่อนปัญหาสุขภาพจิตจากนายจ้าง เนื่องจากกลัวการเลือกปฏิบัติหรือผลกระทบต่อการงาน
Stigma ที่ยังคงดำรงอยู่
แม้จะมีความก้าวหน้า (62% ของทั้งสองกลุ่มเห็นว่านายจ้างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต เพิ่มขึ้นประมาณ 8% จากปีที่แล้ว) แต่ยังมี stigma อยู่ประมาณ 1 ใน 4 (26%) ยังคงกังวลว่าผู้จัดการจะเลือกปฏิบัติหากพูดถึงปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งทำให้หลายคนเลือกที่จะซ่อนปัญหาไว้
ผลกระทบต่อความสุขและประสิทธิภาพ
ความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพจิตกับความสุขตามที่กล่าวไว้ในตอนที่ 4 สุขภาพจิตมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสุข:
-
Gen Z: 62% ที่มีสุขภาพจิตดีรู้สึกมีความสุข เทียบกับเพียง 19% ที่มีสุขภาพจิตไม่ดี
-
Millennial: 67% ที่มีสุขภาพจิตดีรู้สึกมีความสุข เทียบกับเพียง 20% ที่มีสุขภาพจิตไม่ดี
ผลกระทบต่อการทำงาน
ปัญหาสุขภาพจิตไม่เพียงส่งผลต่อความสุขส่วนตัว แต่ยังส่งผลต่อ:
-
การขาดงาน: 74% ของ Gen Z และ 68% ของ Millennial ต้องลางานเพราะความเครียด
-
ประสิทธิภาพการทำงาน: คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มที่จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
-
การตัดสินใจเปลี่ยนงาน: ปัญหาสุขภาพจิตเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนต้องการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน
การขาดการสนับสนุนที่เหมาะสม
ช่องว่างในการดูแลสุขภาพจิต แม้ว่านายจ้างจะเริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตมากขึ้น แต่ยังมีช่องว่างในการสนับสนุน:
-
การขาดความเข้าใจ: ผู้จัดการหลายคนยังไม่เข้าใจปัญหาสุขภาพจิตและวิธีการสนับสนุนที่เหมาะสม
-
การขาดทรัพยากร: หลายองค์กรยังไม่มีโปรแกรมสนับสนุนสุขภาพจิตที่เพียงพอ
-
การขาดการฝึกอบรม: ผู้จัดการขาดการฝึกอบรมในการจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตของทีม
แนวทางการแก้ไข
การป้องกันมากกว่าการรักษา การสำรวจชี้ให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาควรมุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา โดยจัดการสาเหตุรากเหง้าของความเครียด:
-
ปรับโครงสร้างงาน: ลดชั่วโมงทำงานที่มากเกินไปและสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน
-
สร้างวัฒนธรรมที่เป็นบวก: กำจัดวัฒนธรรมที่เป็นพิษและสร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุน
-
ให้การยอมรับและรางวัล: สร้างระบบการยอมรับผลงานที่เป็นธรรมและสร้างแรงจูงใจ
การสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง
องค์กรต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่คนสามารถพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตได้อย่างเปิดเผย โดยไม่กลัวการเลือกปฏิบัติ
การพัฒนาผู้จัดการ
การฝึกอบรมผู้จัดการให้สามารถ:
-
รับรู้สัญญาณของปัญหาสุขภาพจิต
-
ให้การสนับสนุนเบื้องต้น
-
ชี้ทางไปยังทรัพยากรที่เหมาะสม
-
สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย
วิกฤตสุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ไม่ใช่ปัญหาที่จะหายไปเอง แต่ต้องการการดำเนินการที่จริงจังและครอบคลุมจากทั้งระดับบุคคล องค์กร และสังคม เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักของโลกในอนาคตสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลจาก Deloitte Global 2025 Gen Z and Millennial Survey ที่สำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 23,482 คน จาก 44 ประเทศ ระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม - 24 ธันวาคม 2024
ตอนหน้า: "ผู้จัดการยุคใหม่: เลิกควบคุม เริ่มเป็นโค้ช"
