
‘พ.ร.บ.ลดโลกร้อน’ จุดเปลี่ยนความยั่งยืน
2 เมษายน 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
3 ประเด็นร้อน CBAM-ภาษี-คาร์บอนเครดิต
ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกฎหมายสำคัญที่มาพร้อมกับการจัดตั้งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เมื่อปี พ.ศ.2566 โดยจะเป็นกฎหมายที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประชาชนและภาคธุรกิจที่อาจมีต้นทุนและการปรับตัวที่ท้าทายในระยะสั้น แต่ในระยะยาว กฎหมายนี้จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ.2608 (ค.ศ.2065) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่บริษัทในไทยหลายแห่งนำไปเป็นหมุดหมายในการกำหนดแผนขององค์กร
สถานะของร่างกฎหมายดังกล่าวได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และอยู่ในช่วงของการจัดวาระ ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะทำหนังสือเวียนถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม.โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดหวังที่จะบังคับใช้กฎหมายได้ภายในปี พ.ศ.2568
สาระสำคัญของกฎหมายจะมีการจัดตั้ง "กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยกองทุนมีรายได้จาก ระบบการซื้อขายสิทธิใน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน ค่าปรับเป็นพินัย เงินอุดหนุนจากรัฐบาล และการบริจาคจากภาคเอกชนห รือองค์การ ระหว่างประเทศ
ในการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มีการแสดงความเห็นในหลายประเด็น เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ซึ่งกำหนดจัดตั้งระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีราคาที่ต้องจ่ายเป็นไปตามหลักการ Polluter Pays Principle
มีความกังวลเกี่ยวกับความเข้าใจของผู้ประกอบการที่จะโดนบังคับให้เข้าสู่ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยยังมีหลายประเด็นที่มีการแสดงความเห็น อาทิ
1.CBAM
ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การกำหนดให้จัดตั้งกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) เพื่อจัดการกับการรั่วไหลของคาร์บอน (Carbon Leakage) โดยป้องกันการย้ายฐานการผลิตและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปต่างประเทศ หรือการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศเข้ามาแทนที่สินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตภายในประเทศไทย
ทั้งนี้ เมื่อประเทศไทยมีการบังคับใช้กลไกราคาคาร์บอน (ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอน) ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตสินค้ามีราคาที่ต้องจ่าย ต้นทุน ในการผลิตสินค้ามีราคาเพิ่มขึ้น
การดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวได้กำหนดให้สินค้านำเข้ามาในประเทศไทยที่เข้าข่าย CBAM บังคับใช้เฉพาะบางกลุ่มประเภทสินค้า โดยผู้นำเข้าสินค้าที่เข้าข่ายสินค้าควบคุมต้องขอลดหย่อนราคาที่ต้องชำระสำหรับใบรับรองการปรับราคาคาร์บอนได้ หากได้ชำระราคาคาร์บอนจากกลไกภาคบังคับในประเทศผู้ผลิตสินค้าไปแล้ว จึงไม่ได้จำกัดสิทธิทางการค้า หรือทำให้ผู้นำเข้าสินค้าเสียโอกาสทางการค้า
รวมทั้งกฎหมายจะเปิดโอกาสให้ผู้นำเข้าขอลดหย่อนราคาคาร์บอนช่วยป้องกันการกีดกันทางการค้า พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขการลดหย่อนได้ในกรณีที่ประเทศผู้ผลิตมีการคืนเงิน การหักกลบ หรือการชดเชยในรูปแบบที่ทำให้ราคาคาร์บอนที่ชำระจริงลดลง จึงป้องกันการได้เปรียบทางการค้าและรักษาความเสมอภาคกับผู้ประกอบการในประเทศไทย
2.ภาษีคาร์บอน
ประเด็นภาษีคาร์บอนที่เก็บจากสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขณะใช้งาน โดยผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าต้องชำระภาษีตามปริมาณสินค้าที่ผลิตหรือนำเข้าตามอัตราภาษีที่กำหนด ซึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจที่จะต้องรับภาระการเงินในการเสียภาษีคาร์บอน เพราะเดิมเสียภาษีลักษณะอื่นในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว
สำหรับอัตราการจัดเก็บมีการพิจารณาหลักทางทฤษฎีที่ใช้ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ของสินค้าและราคาคาร์บอนสูงสุดที่ 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ/tco2 ซึ่งเป็นราคาโดยประมาณจากผลการศึกษาที่ทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี พ.ศ.2608
3.คาร์บอนเครดิต
ประเด็นการกำกับดูแลการจัดการและการใช้คาร์บอนเครดิต รวมถึงการซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้สอดคล้องข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งจะป้องกันการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดคาร์บอนเครดิต โดยมีความกังวลเกี่ยวกับการฟอกเขียว (Greenwashing) การนับซ้ำ ความชัดเจนและความเป็นสากลของมาตรฐานการรับรองคาร์บอนเครดิต รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลที่เหมาะสม
สำหรับประเด็นการฟอกเขียว จะเกิดขึ้นเมื่อการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง ซึ่งจะมีกลไกป้องกันการฟอกเขียวด้วยการมีกฎระเบียบการใช้คาร์บอนเครดิต เพื่อวัตถุประสงค์ภายในประเทศและระหว่างประเทศที่ชัดเจนตามหลักการทางวิชาการและมาตรฐานสากล
ดังนั้นการป้องกันการนับคาร์บอนเครดิตซ้ำจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องมีกฎระเบียบออกมาควบคุมให้รัดกุม
“พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช” อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า
เมื่อโลกตั้งกติกาใหม่ให้ “ความยั่งยืน” เป็นหนึ่งในเป้าหมายในอนาคต ทำให้การทำธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับกิจการที่ดีตลอด Value Chain โดยภาคธุรกิจเห็นด้วยกับกฎหมายนี้แม้ว่าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น เพราะโลกกำลังเดินไปในทิศทางนี้
