
รัฐอัดฉีด 6.6 หมื่นล้าน! "คนละครึ่งพลัส-เมืองรอง" ดันเศรษฐกิจ Q4/68 สู่เป้า GDP 1%
7 ตุลาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
รัฐบาลเตรียมเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดัน GDP ในไตรมาส 4 ปี 2568 โดยมีมาตรการสำคัญคือ 'โครงการคนละครึ่งพลัส' ด้วยงบประมาณ 4.4 - 6.6 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมผู้รับสิทธิ์ 20 ล้านคน คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่ม GDP ได้ 0.3-0.4% นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง 2 เท่า สูงสุด 40,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะถูกเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ในเร็วๆ นี้ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและฟื้นฟูเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยเฉพาะภาคการบริโภคและการท่องเที่ยว
"คนละครึ่งพลัส" หัวใจสำคัญของการกระตุ้นกำลังซื้อ
โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ถือเป็นมาตรการหลักที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและร้านค้าขนาดเล็ก โดยเปิดให้ร้านค้าลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 และประชาชนทั่วไปสามารถลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 โดยจำกัดสิทธิ์สำหรับประชาชน 20 ล้านคน
โครงการนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 44,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท ผู้ได้รับสิทธิ์จะได้รับวงเงินสนับสนุน 2,000 บาท โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่ายสมทบ 40% (โมเดล 60:40) พร้อมกำหนดให้ใช้จ่ายได้ไม่เกินวันละ 200 บาท การใช้จ่ายสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2568
เที่ยวเมืองรอง" หนุนท่องเที่ยว ลดหย่อนภาษี 2 เท่า
อีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่มุ่งเป้าไปที่ภาคการท่องเที่ยวคือโครงการ "เที่ยวเมืองรอง" ซึ่งคาดว่าจะถูกนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวในเมืองรอง โดยจะมอบสิทธิ์พิเศษให้ผู้เดินทางสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวในเมืองรองมา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สูงสุดไม่เกิน 40,000 บาท ซึ่งนับเป็นแรงจูงใจสำคัญที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กระจายตัวออกไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาพรวม
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นชุดใหญ่นี้ ซึ่งรวมถึงโครงการคนละครึ่งพลัสและการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีวงเงินดำเนินการรวมประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่ามาตรการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยผลักดันให้ GDP ในไตรมาส 4 ปี 2568 เติบโตได้ถึง 1% โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่งพลัสและการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการ คาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.2 - 0.4%
มาตรการเหล่านี้ถูกผลักดันโดยกระทรวงการคลังและได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง ดร.เอกนิติ (ซึ่งคาดว่าจะหมายถึง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง) มีบทบาทในการนำเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุม
มาตรการเสริมและการคาดการณ์ GDP โดยรวม
นอกเหนือจากสองมาตรการหลัก รัฐบาลยังคงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน "Quick Big Win" ที่เชื่อว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้ความเห็นว่า หากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะ "Quick Big Win" สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มที่ จะสามารถผลักดันให้ GDP ของประเทศไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ขยายตัวได้ เกินกว่า 1% โดยมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐเพียงอย่างเดียวก็คาดว่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ใกล้เคียงอีก 0.7%
นัยยะต่อธุรกิจและการฟื้นตัว
การดำเนินมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" และการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง ถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและฟื้นฟูกำลังซื้อภายในประเทศ ผู้ประกอบการร้านค้าและธุรกิจบริการที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวในเมืองรอง จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกระแสเงินหมุนเวียน
การกำหนดวงเงินและเงื่อนไขการใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งพลัสที่เน้นการจ่ายแบบ 60:40 และจำกัดยอดใช้จ่ายต่อวัน สะท้อนถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี.
บทสรุปและนัยยะทางธุรกิจ
มาตรการ "คนละครึ่งพลัส" และ "เที่ยวเมืองรอง" ที่กระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอครม. สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการอัดฉีดกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยว
ภาคธุรกิจค้าปลีกและบริการ: จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มกำลังซื้อผ่านโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น
ภาคธุรกิจท่องเที่ยว: โดยเฉพาะในเมืองรอง จะได้อานิสงส์จากการลดหย่อนภาษี ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยกระตุ้นการลงทุนและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวในระยะยาวอีกด้วย
การผสมผสานระหว่างมาตรการเฉพาะกิจกับการเร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ แสดงให้เห็นถึงแผนงานที่ครอบคลุมของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย โดยคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้
