ลดค่าเงินบาท กับทัศนะที่ควรเป็น

ลดค่าเงินบาท กับทัศนะที่ควรเป็น

พิชัย วาสนาส่ง / นักคิด นักเขียน

ย้อนอดีต มองอนาคต - คุณพิชัย วาสนาส่ง ได้เขียนบทความนี้นิตยสารธุรกิจผู้นำ ปีที่ 2 ฉบับที่ 22 เดือน พฤศจิกายน – ธันวาคม 2527 ในประเด็นรัฐบาลซึ่งมี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องปรับค่าเงินบาทเพื่อลดผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งขึ้น ส่งผลให้เงินบาทเกาะค่าเงินดอลลาร์จนไม่สมดุลกับเศรษฐกิจไทย การปรับค่าเงินบาทช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดโลก แม้จะทำให้การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแพงขึ้น แต่เป็นการช่วยเกษตรกรและผู้ผลิตในประเทศให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรปรับตัว ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และสนับสนุนสินค้าภายในประเทศเพื่อเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ลดค่าเงินบาท กับทัศนะที่ควรเป็น

เรามาคิดดูว่าที่รัฐบาลเขาทำอย่างนั้นไป รัฐบาลแกล้งหรือเปล่า ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะแกล้งประชาชน ถ้าไม่มีเหตุผลเขาคงไม่ทำ รัฐบาลจะต้องมีเหตุผล เรามาพิจารณาดูกันอย่างนี้ ผมมาดูตั้งแต่ พ.ศ. 2520 เรื่องมาจนถึง พ.ศ. 2527 เมื่อก่อนค่าเงินดอลลาร์ก็ขึ้นไป จะขึ้นไปเท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่นั่นไปเรื่อย ๆ ค่าเงินบาทก็เกาะค่าเงินดอลลาร์ขึ้นไป พอมาถึงปี 2524 ก็ดึงลงมาเสียนิดหนึ่ง แล้วก็เกาะต่อไปอีก

แต่เมื่อค่าของเงินดอลลาร์ถึงตัวสูงขึ้นไป เราก็ต้องถีบตามขึ้นไปเพราะเราเกาะอยู่ ที่เมื่อค่าของเงินอื่นที่เกาะกันอย่างเงินปอนด์ติดลดลง เงินมาร์คก็ติดลดลง เงินเยนก็ติดลดลง ที่นี่เงินบาทกลับได้ขึ้นไปกับเงินดอลลาร์ ทำไมจึงได้ขึ้นไปได้ เศรษฐกิจของเรากับอเมริกาเป็นอย่างไร เราเขาปรับเศรษฐกิจใหม่ เงินอื่น ๆ ก็ปรับไม่ทัน เขาก็ของเขา หนี้ดอลลาร์ไว้ เงินปอนด์ตกไป 30%  เงินมาร์คตกไป 20% เงินเยนตกไป 8% ทั้ง ๆ ที่ประเทศเหล่านี้มีอุตสาหกรรมทุกอย่าง

เงินดอลลาร์อเมริกันถีบตัวสูงขึ้นเพราะอะไร เพราะว่าดอกเบี้ยสูง คนทั้งหลายก็เอาเงินเยน เงินมาร์ค เงินปอนด์ซื้อดอลลาร์แล้วเอาไปฝากในอเมริกาเพราะได้ดอกเบี้ยดี เงินเยนรวมกันก็สูงเพราะมีเงินเข้าไปมาก ความต้องการเงินดอลลาร์ก็มีมาก เอาเงินตราถูกถีบขายเอาดอลลาร์ เงินอื่นก็ตก เงินดอลลาร์ก็สูงขึ้นไปตามอุปทาน

แต่เงินบาทก็เกาะเงินดอลลาร์เรื่อย ๆ ไป เราไม่มีอะไรเป็นเกณฑ์ที่ให้ต้องเกาะอยู่เลย เมื่อปี 2524 เราก็แก้ไปครั้งหนึ่งแล้วจาก 20 บาทมาเป็น 23 บาท ลองมาดูเศรษฐกิจของประเทศไทยว่ามีอะไรบ้างที่จะทำให้เงินบาทแข็งขึ้นมาพอจะอยู่กับเงินดอลลาร์ได้ ขายอะไรได้บ้าง

มีใครเอาเงินดอลลาร์มาฝากไว้ในประเทศไทยบ้าง มีแต่กู้ข้างมา พอกู้มาแล้วก็ใช้กันใหญ่ สั่งของนอกกันสุดฤทธิ์ กีดขวางการค้ากันมากมายมหาศาล ยิ่งขาดดุลการค้าแล้วยิ่งกู้เข้ามา ผลสุดท้ายก็ไม่มีเงินใช้หนี้อย่างฟิลิปปินส์ แต่รัฐบาลของเราไม่ได้ทำอย่างนั้น ถ้าไม่ทำให้เงินบาทเป็นค่าเท่าที่เทียบกับค่าเงินตราถูกถีบ เราก็จะไม่ได้ขายของให้ใครก็ถีบ ขายให้เงินมาร์คก็ถีบกว่า 20% ขายให้เงินปอนด์ก็ถีบสูงกว่า30% ขายให้เงินแย่กว่ากว่า 8% เราก็ขายของลำบาก

เราต้องเข้าใจเสียก่อนว่าการที่รัฐบาลต้องปรับค่าเงินบาทครั้งนี้เป็นความจำเป็นต้องทำ รัฐบาลใช้มาตรการ 18% สำหรับคุมเครดิตในการสั่งซื้อสินค้าข้าให้ไม่สำเร็จก็ต้องใช้มาตรการอื่นต่อไป การปรับค่าเงินบาทครั้งนี้ก็อาจทำให้การสั่งสินค้าลดลงแน่ ๆ เดือนหรือเดือนก็ยังดี การที่เห็นของต่างประเทศเป็นของถูกนี่คือความหมายของบ้านเมือง คนที่อยู่ในประเทศนี้เป็นคนที่มีเงินตราใหญ่ ต้องเห็นว่าราคาต้องขายเงินตราต่างประเทศทั้งนั้น

ชาวไร่ชาวนาต้องทนทำนากันอย่างไรว่าจะได้เงินตราต่างประเทศมาให้เราได้ซื้อรถซื้อลิฟสติกใช้กัน คนที่มีปัญญาซื้อของพวกนี้ทำนาเมื่อไร กินเงินเดือนเท่านั้น แต่คนที่ทำไร่นาอยู่ในนาเป็นคนไปหาดอลลาร์ราว ๆ ให้เราต่างหาก เขาได้อะไรบ้าง แต่คนที่ได้เงินเดือนมาอยู่บริการเห็นสิ่งฝึกของเขาด้วย ชาวนาได้ตัวอย่างพวกนี้เท่าไหร่ แต่เราเอาเงินบาทมาใช้ก่อนยังฟุ่มเฟือย ดูอย่างรถยนต์ใหม่ ๆ ซื้อกินเข้าไปขณะเดียวกันคนดีใช้แล้วก็อดกันอยู่มากมายเป็นหนี้เป็นแค้นแค้น ทำไมไม่ใช่วิธีนี้ให้คนให้หมดเสียก่อน พวกท่านเป็นพวกทำให้เกิดการสูญเสียทั้งนั้น

ชาวไร่ชาวนาต้องทนทำนากันอย่างไรว่าจะได้เงินตราต่างประเทศมาให้เราได้ซื้อรถซื้อลิฟสติกใช้กัน คนที่มีปัญญาซื้อของพวกนี้ทำนาเมื่อไร

 

แต่เมื่อมีการปรับค่าเงินบาทอย่างนี้ เมื่อก่อนชาวนาขายข้าวได้ 200 เหรียญดุลด้วย 23 บาท ขายได้ 4,600 บาท ชาวไร่ชาวนาได้ 3,000 บาท คนที่เป็นคนกลางได้ 1,600 บาท ต่อไปนี้เราขาย 27 บาท ได้ 5,400 บาท ชาวไร่ชาวนาได้ 3,500 บาท คนกลางได้ 1,900 บาท ชาวนาก็รวยขึ้น ใครก็รวยขึ้น ถ้าเราเทียบไปตลาดกับข้าว 200 ดอลลาร์ เราเหลือ 198 ดอลลาร์ เราก็ยังได้เงินจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันเราก็ว่างของเรามีราคาไม่ได้ใครมากมายได้มากขึ้น ทำไมเราไม่มองเห็นแบบนี้ เพราะชาวไร่ชาวนาโดยวายไม่เป็น เขาไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะมาโดยเหมือนพวกพ่อค้าที่เสียประโยชน์ พวกที่อยู่ในเมืองรู้จักสื่อมวลชน รู้จักพูดจา จัดประชุมกัน ด่ากันอะไรต่าง ๆ พวกที่เป็นคนเสียประโยชน์เป็นคนที่กลุ่มนี้เท่านั้น เราต้องมาคิดกันถึงสิ่งที่เป็นธรรม พ่อค้า ที่สั่งสินค้าเข้ามากินกำไรตั้งแต่ 50-100% เมื่อมาคิดถึงการปรับเงินเป็น 17% แล้วคิดว่าคนไม่ควรจะขายถูก เดี๋ยวนี้แท้จริงคืออะไร เรื่องนี้จะต้องศึกษาเท่านั้น

ผมก็ใช้ของในบ้านเราไม่เห็นจะต้องเดือดร้อน ของอะไรในบ้านเราก็ไม่เห็นมีอะไรขึ้นราคาสักอย่าง นี่ละคือข้อเท็จจริง คนที่ได้รับผลกระทบมากก็เป็นพวกพ่อค้าสั่งสินค้าเข้ากับคนที่กู้เงินจากต่างประเทศมาใช้ พวกนี้ก็อาจจะขาดทุน หยุดกันบ้างหยุดฟุ่มเฟือยกันเสียบ้างก็ได้แล้ว แล้วชาวนาของเรานั้นก็เป็นธรรมชาติของอยู่บ้านเดิมได้อย่างนั้น ที่ว่าเงินขึ้นก็แพงขึ้นเท่าไหร่ ทุกปัญญาต้องขึ้นราคาไป เงินเดือนขึ้นไป

อย่างเช่นกรรมกรจะขอขึ้นค่าแรง เวลานี้จะต้องถามตัวเองก่อน มีเหตุอะไร รถเมล์ขึ้นราคาหรือยัง ข้าวขึ้นราคาหรือยัง มีอะไรบ้างที่จำเป็นกับค่าครองชีพขึ้นราคา รัฐบาลยังคุมอยู่แล้วเดือดร้อนอะไร ถ้ากรรมกรรับเงินบาทแล้วต้องไปแลกดอลลาร์มาใช้อันนั้นอาจจะต้องปรับค่าแรง ทีนี้เมื่อรับเงินบาทไปซื้อของด้วยเงินบาทก็ไม่น่าเดือดร้อนอะไรเพราะของยังไม่ได้ขึ้นราคา ทำไมถูก ใครเห็นด้วยว่าถูกก็แสดงว่าไม่ได้คิดถึงเหตุผล เอาแต่หาเสียงกันเรื่อยไป อย่าไปหาเสียง พูดกันตรง ๆ นี่เป็นละเรื่องกัน

ปัญหาของเราขณะนี้ต้องช่วยกันประหยัด ต้องอดออมกัน ไม่ใช้จ่ายให้ฟุ่มเฟือย ดูเกาหลี ดูญี่ปุ่น ดูไต้หวัน ดูสิงคโปร์ ที่เขารุ่งขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะอะไร เพราะเขายอมเปลี่ยนทัศนคติ ยอมใช้ยาสีฟันที่ผลิตในประเทศ ฟองอาจจะน้อยไปนิด แต่ก็สะอาดดีไม่เห็นเป็นไร แต่มาดูคนไทยซื้อของนอกกันเกือบทั้งนั้น จะเปลี่ยนทัศนคติคนของเราผู้ใหญ่จะต้องทำให้เห็นกรณีที่ว่าทำไม่เราไม่ควรบุกคุ้มการนำสินค้าเข้า เมื่อเราอยู่ในประเทศโลกเสรี การค้าเสรีเมื่อเป็นอย่างนี้เราก็ต้องกำหนดรู้ได้เลยว่าเราต้องทำอย่างไร จะเอาส่วนไหนทำประโยชน์ เอาส่วนไหนมาทุนบำรุง คนที่ผลิตของในประเทศเราก็ต้องช่วยกันทำขึ้นมาให้มีคุณภาพดีขึ้นด้วย

กรณีนี้เราไม่สามารถไปบังคับให้เขาซื้อของเราเท่า ๆ กับที่เราซื้อของเขาไม่ได้ อยู่ที่ว่าเราไปเหิมเกริมซื้อของเขามากเอง อย่างญี่ปุ่นเราก็ขาดดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะญี่ปุ่นไม่ได้ซื้อของเราเท่าไหร่ บางทีนโยบายการค้าของเราก็ไม่ค่อยถูก เราไม่ สร้างดุลไว้อย่างรถยนต์ อย่างรถอเมริกัน ก็ไม่ให้ใครเอาเข้ามา รถยนต์ญี่ปุ่นก็ทะลักเข้ามาเลย ดูตามสถิติการขายเมื่อเดือนที่ผ่านมา เราซื้อรถยนต์จากญี่ปุ่นทั้งหมดรวมกันแล้วถึง 8,298 คัน คิดราคาคันละ 200,000 บาท เราต้องเทเงินออกไปให้ญี่ปุ่นเดือนละ 1,659 ล้านบาท แล้วเขาจะซื้อข้าวเราจำนวนนั้น นี่หรือเปล่า เขาก็ไม่ซื้อ

ตัวเลขเหล่านี้เรามาคิดกันบ้างหรือเปล่าว่าเราจ่ายเงินออกไปแล้ว เราได้อะไร มาบ้างคนหาไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้หา คนหาไม่ได้โวย แต่คนโวยไม่ได้หา ชาวไร่ชาวนาไม่เคยโวยเลย ไปถามดู ซิว่าเดี๋ยวนี้ดีขึ้นหรือเปล่า เขาดีขึ้น แต่วันหนึ่งชาวไร่ชาวนาอาจต้องขอค่าข้าวที่ขายให้เรากินขึ้นบ้าง ตรงนั้นซิที่จะต้องปรับทั้งเงินเดือน เงินค่าแรง แล้วค่อยว่ากัน