
G-Token: เดิมพันอนาคตการเงิน ภายใต้เงื่อนไขและความท้าทาย
19 พฤษภาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
นวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ของไทย
Government Token หรือ G-Token นวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ของไทยที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการระดมทุนภาครัฐทั่วโลก หรือบทเรียนราคาแพงของการเร่งก้าวในเส้นทางที่แทบไม่มีใครเดิน
ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่การเป็นประเทศแรกของโลกที่รัฐบาลออกโทเคนดิจิทัลเพื่อระดมทุนจากประชาชนโดยตรง หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังออก Government Token หรือ G-Token วงเงินทดลอง 5,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568
ในขณะที่นานาประเทศยังเพียงศึกษาแนวทาง รัฐบาลไทยกลับตัดสินใจเดินหน้า—ความกล้าหรือความเสี่ยงกันแน่?
นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองโครงการนี้ด้วยความมั่นใจ "การอนุมัติไทยแลนด์ดิจิทัลโทเคน ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการออมการลงทุนให้กับประชาชนใหม่ โดยการเพิ่มเครื่องมือในการระดมทุนของรัฐบาล ผู้ถือหน่วยลงทุนนี้จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนด้วยการฝากเงิน" นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าการออกไทยแลนด์ดิจิทัลโทเคนครั้งนี้ "ถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารหนี้สาธารณะ โดยไม่ได้เป็นการพิมพ์เงินขึ้นมาใหม่ และไม่ได้เป็นประเภทคริปโตเคอเรนซี่"
G-Token เปิดโอกาสให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐได้ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ต่ำลง นายพิชัยระบุว่า "ประชาชนสามารถลงทุนในสัดส่วนเพียงเล็กน้อยได้ เช่น ลงทุนได้ตั้งแต่หลัก 100-1,000 บาท เป็นต้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถขยายฐานการลงทุนได้ และเป็นการวางรากฐานนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย" แต่การเดิมพันครั้งนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้าม
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. ได้มีหนังสือแสดงความคิดเห็นระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างน้อย 5 ประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการออก G-Token แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ธนาคารกลางของประเทศยังมีความกังวลต่อความพร้อมในการก้าวกระโดดครั้งนี้
ประการแรก ด้านความปลอดภัย—ระบบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ G-Token ต้องมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยต้องได้มาตรฐานเทียบเท่ากับพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบัน ครอบคลุมตั้งแต่การเสนอขาย การตรวจสอบธุรกรรม การจัดการทะเบียนผู้ถือ การเก็บรักษาและรับฝาก ไปจนถึงการไถ่ถอน รวมถึงผู้ให้บริการต่างๆ ต้องมีความน่าเชื่อถือและเชี่ยวชาญเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหากระบบล้มเหลว ผลกระทบอาจไม่จำกัดเพียงแค่ G-Token แต่อาจลุกลามไปสู่ความเชื่อมั่นในตราสารหนี้รัฐบาลทั้งหมด
ประการที่สอง ความสับสนทางกฎหมาย—การออก G-Token ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม ซึ่ง ธปท. มองว่า G-Token มีลักษณะคล้ายตราสารหนี้ภาครัฐที่ผู้ถือมีสิทธิได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยจากรัฐบาล แต่กระทรวงการคลังเลือกที่จะออก G-Token ภายใต้พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 แทนที่จะเป็น พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ทั้งที่ ธปท. เห็นว่า ความไม่แน่นอนของสถานะทางกฎหมายอาจเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลอยู่ระหว่างการแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้รองรับการออกและกำกับดูแลหลักทรัพย์ที่ออกโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งน่าจะเป็นกรอบกฎหมายที่เหมาะสมกับการออก G-Token มากกว่า
ประการที่สาม คำถามเรื่องวินัยการคลัง—การระดมทุนด้วย G-Token ต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลัง เช่นเดียวกับการกู้ยืมเงินของรัฐบาลผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาล โดยต้องนับเป็นการกู้เงินภายใต้กรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี และแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ความสะดวกในการระดมทุนรูปแบบใหม่นี้อาจนำไปสู่การใช้จ่ายที่ขาดวินัยได้หากไม่มีการควบคุมที่เข้มงวด
ประการที่สี่ ภัยคุกคามต่อระบบเงินตรา—การบริหารจัดการ G-Token ต้องไม่มีขั้นตอนใดที่เป็นการสร้างเงิน ซึ่งจะขัดต่อ พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 ที่ห้ามไม่ให้ผู้ใดสร้างวัตถุหรือเครื่องหมายแทนเงินตรา การจ่ายผลตอบแทนของ G-Token รัฐบาลจะต้องเตรียมเงินเต็มจำนวน (Fully Backed) เพื่อรองรับ ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเพราะหากผิดพลาดอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ
และประการสุดท้าย ความเสี่ยงของการผันแปรเป็นเงินตราคู่ขนาน—การออก G-Token ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อการระดมทุนและการออมของประชาชนเท่านั้น โดยต้องไม่นำ G-Token มาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน (Means of Payment) และต้องมีกลไกติดตามเพื่อไม่ให้ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หากควบคุมไม่ได้ อาจมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของนโยบายการเงินในอนาคต
ความเสี่ยงทั้ง 5 ประการนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้กระทั่งธนาคารกลางยังมีความกังวลว่าประเทศไทยอาจกำลังก้าวเร็วเกินไปในการริเริ่มนวัตกรรมทางการเงินที่ยังไม่มีใครทำมาก่อน
ในขณะที่ฝั่งกระทรวงการคลัง นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) พยายามลดความกังวลด้วยการยืนยันว่า "การออก G-Token ไม่ใช่การกู้เงินพิเศษเพื่อดำเนินการแจกเงินดิจิทัล แต่เป็นการกู้เงินภายใต้การชดเชยขาดดุลงบปกติ โดย G-Token เป็นการกู้เงินอีกหนึ่งวิธีใหม่ของรัฐบาล" ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินการจากเดิมที่ออกพันธบัตรผ่าน ธปท. ที่มีค่าธรรมเนียมดำเนินการ 0.03% ของกรอบวงเงินจำหน่าย แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์จากต่างประเทศแทบไม่มีที่ใดดำเนินการเช่นนี้มาก่อน จึงไม่มีบทเรียนให้ศึกษาถึงผลกระทบในระยะยาว
ตามแผนการจำหน่าย G-Token จะเริ่มภายในเดือนกรกฎาคม 2568 โดยประชาชนจะสามารถซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์และศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Exchange) ทั้งนี้ ผลตอบแทนของ G-Token จะเทียบเคียงกับดอกเบี้ยพันธบัตรออมทรัพย์
นายพชรยืนยันว่า "จะไม่กระทบ Yield curve ของประเทศ เนื่องจากเราไม่ได้ระดมทุนขนาดใหญ่ วงเงินที่อยู่ในระบบไม่ยาว อยู่ระหว่างพิจารณาการถือครองสูงสุดไม่เกิน 1 ปี" แต่ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีผลกระทบระลอกที่สองที่ยากจะคาดเดาในระบบการเงินที่ซับซ้อน 1 ปี"
ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง G-Token กับพันธบัตรออมทรัพย์ทั่วไปคือ "G-Token ผู้ซื้อตลาดแรกสามารถขายเปลี่ยนมือได้เลยตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาการถือครองก่อนเปลี่ยนมือเหมือนกับพันธบัตรออมทรัพย์" ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ลงทุน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง
อย่างไรก็ตามสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่า "โทเคนดิจิทัลของรัฐบาลเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าพันธบัตรในรูปแบบเดิม จึงอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในระบบการเงินและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน" จึงขอให้มีการประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
แม้ว่ากระทรวงการคลังจะมั่นใจในการดำเนินโครงการ G-Token แต่ ธปท. มีความเห็นว่า "การระดมทุนด้วยการออก G-Token ของรัฐบาล ควรทำเป็นโครงการทดสอบในวงจำกัด (Pilot Project) ก่อน" เพื่อทดสอบให้มั่นใจว่าการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้กับระบบและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและปลอดภัย รวมถึงประเมินความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน ก่อนที่จะนำไปใช้ระดมทุนจากประชาชนรายย่อยในวงกว้างต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับกรอบวงเงินนำร่อง 5,000 ล้านบาทที่ ครม. อนุมัติ
นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอความเห็นว่า "การออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการกู้เงินของรัฐบาล อาจจะทำให้ต้นทุนในการกู้เงินสูงขึ้นและปริมาณพันธบัตรรัฐบาลในตลาดเปลี่ยนแปลงไป" เพราะฉะนั้น "กระทรวงการคลังควรพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อตลาดตราสารหนี้ไทย อาทิ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield) และผลตอบแทนสุทธิ (Total Return) ของผู้ลงทุน" ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวของ สบน. ที่ว่า G-Token จะไม่กระทบต่อ Yield curve
ธปท. ยังชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ออกโทเคนดิจิทัลเพื่อการระดมทุนของภาครัฐ และส่วนใหญ่เป็นการทำในระดับ Pilot Project เท่านั้น เช่น กรณีของรัฐบาลฮ่องกงที่มีการออกพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อมในรูปแบบโทเคนดิจิทัล (Tokenized Green Bond) ที่ได้เตรียมเงินไว้เต็มจำนวนเพื่อรองรับการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือ
ขณะที่ สศช. ได้เน้นย้ำว่าควรมี "การศึกษาวิเคราะห์การออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาลประเทศต่างๆ (หากมี) ประเด็นข้อจำกัดหรือความเสี่ยงของการออกโทเคนดิจิทัล รวมทั้งให้ข้อมูลชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและความแตกต่างระหว่างการออก G-Token กับการออกพันธบัตรในรูปแบบเดิม" ก่อนที่จะเร่งดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนและผู้ลงทุนได้ทราบข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน
ในระหว่างที่รัฐบาลทำโครงการนำร่อง G-Token นี้ ธปท. ยังเน้นย้ำว่า "ประชาชนก็ยังคงสามารถลงทุนและเก็บออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้วด้วย เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ดิจิทัล 'วอลเล็ต สะสมบอนด์มั่งคั่ง' ซึ่งประชาชนสามารถซื้อขายพันธบัตรผ่าน mobile application ได้โดยสะดวก"
ความท้าทายอีกประการที่ สศช. ได้ชี้ให้เห็นคือเรื่องของการกำกับดูแลทางกฎหมาย โดยระบุว่า "การออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (Government Digital Token: G-Token) เป็นการนำนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่มาใช้ในการกู้เงินของรัฐบาล ดังนั้น กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรพิจารณาให้มีความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งรวมถึงพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พระราชบัญญัติเงินตรา และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสอดคล้องกับประเด็นความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ ธปท. ได้เคยชี้แจงไว้
สศช. ยังเตือนว่า "การกู้เงินโดยการจำหน่ายโทเคนดิจิทัลของรัฐบาลให้กับประชาชน นักลงทุน หรือสถาบันการเงินถือเป็นภาระทางการคลัง เนื่องจากรัฐบาลมีภาระผูกพันในการคืนเงินหรือให้สิทธิแก่ผู้ถือโทเคนดิจิทัลในอนาคต" จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดสิทธิหรือมูลค่า G-Token วิธีการนำ G-Token ไปใช้ รวมถึงวิธีการบันทึกบัญชีการเงินของรัฐบาลไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน ตลอดจนเพื่อเป็นการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือ รวมทั้งเสถียรภาพของตลาดเงินตลาดทุนของประเทศ
การออก G-Token จึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับประเทศไทย ในฐานะผู้บุกเบิกนวัตกรรมการเงินดิจิทัลระดับรัฐบาลรายแรกของโลก แม้จะมีข้อกังวลและเงื่อนไขที่ต้องระมัดระวังจากหลายหน่วยงานกำกับดูแล ทั้ง ธปท. และ สศช. แต่หากดำเนินการอย่างรอบคอบ มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และมีการวางระบบการกำกับดูแลที่เหมาะสม ก็มีศักยภาพที่จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบการเงินของไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ความรีบเร่งในการดำเนินการโดยที่ยังไม่มีบทเรียนจากประเทศอื่นและข้อกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่ง อาจทำให้การเดิมพันครั้งนี้ของรัฐบาลไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงมากกว่าที่จะเป็นการสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่ยั่งยืน
