ประวัติศาสตร์กัมพูชาและความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทย

ประวัติศาสตร์กัมพูชาและความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทย

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดั่งสำนวนที่ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" การเรียนรู้เรื่องราวในอดีตของประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของปัญหาและผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ทีมบรรณาธิการผู้นำธุรกิจ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมไขปริศนาประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนผ่านบทความพิเศษ "ประวัติศาสตร์กัมพูชาและความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทย" บทความนี้ได้รับการสรุปข้อมูลอย่างเข้มข้นโดย Google Gemini AI ซึ่งประมวลผลจากแหล่งข้อมูลกว่า 100 แห่ง เพื่อให้คุณได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นกลางมากที่สุด

 

ประวัติศาสตร์กัมพูชาและความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ของประเทศกัมพูชาเป็นเรื่องราวที่ซับซ้อนและยาวนาน ซึ่งหล่อหลอมโดยอิทธิพลจากภายนอก ความขัดแย้งภายใน และการต่อสู้เพื่ออธิปไตย ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของอารยธรรมโบราณที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ก่อนที่จะเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความเสื่อมถอย การตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจในภูมิภาค และการปกครองของอาณานิคมตะวันตก ความสัมพันธ์กับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นความขัดแย้งชายแดน ได้หยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ การวิเคราะห์นี้จะสำรวจพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งเจาะลึกถึงลักษณะและความเป็นมาของความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทยที่ยังคงดำเนินอยู่
 

1. บทนำ

กัมพูชาเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและซับซ้อน ตั้งแต่การก่อร่างสร้างอารยธรรมโบราณที่รุ่งเรืองมาจนถึงยุคสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและประเทศไทยก็มีพลวัตเช่นกัน โดยมีทั้งช่วงเวลาแห่งความร่วมมือและความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกในประวัติศาสตร์ร่วมกัน รายงานฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาพรวมของประวัติศาสตร์กัมพูชา โดยเน้นที่ยุคสมัยสำคัญต่าง ๆ และวิเคราะห์ประวัติความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาและพลวัตในปัจจุบัน
 

2. กัมพูชายุคแรกเริ่ม

2.1 ยุคก่อนประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี

ประวัติศาสตร์ยุคแรกเริ่มของกัมพูชาเริ่มต้นจากยุคโบราณคดี ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างถ่องแท้ แต่หลักฐานที่ค้นพบได้เผยให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยโบราณ แหล่งโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในปัจจุบันคือ ถ้ำแลงสแปน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเชื่อว่ามีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล1 นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบกะโหลกศีรษะและกระดูกมนุษย์ที่แหล่งโบราณคดีสำโรงเซน ซึ่งบ่งชี้ว่ามีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่ราว 230-500 ปีก่อนคริสตกาล และมีความคล้ายคลึงกับชาวกัมพูชาในปัจจุบัน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มออสโตรเอเชียติก2

หลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่า ชาวกัมพูชาเริ่มรู้จักการเลี้ยงสัตว์และเพาะปลูกข้าวได้ตั้งแต่ราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล และสามารถทำเครื่องมือจากเหล็กได้ตั้งแต่ราว 600 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนที่อิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียจะแพร่เข้ามาถึงดินแดนแถบนี้ประมาณ 100 ปีก่อนคริสตกาล2 การค้นพบเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กัมพูชามีพัฒนาการทางสังคมและเทคโนโลยีอย่างมีนัยสำคัญด้วยตนเองก่อนที่จะได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ซึ่งบ่งชี้ถึงรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง การพัฒนาเหล่านี้ท้าทายแนวคิดที่ว่าอารยธรรมกัมพูชาเริ่มต้นจากการรับวัฒนธรรมอินเดียเพียงอย่างเดียว แต่กลับเน้นย้ำถึงรากฐานทางสังคมและเทคโนโลยีที่เข้มแข็งที่มีอยู่ก่อนแล้ว.2

ผู้คนกลุ่มนี้ได้วิวัฒนาการสู่การตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่ง มีการจัดโครงสร้างสังคมอย่างเป็นระบบ และพัฒนาทักษะวิทยาการต่าง ๆ ได้ก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งสามารถเพาะปลูกข้าวและเลี้ยงปศุสัตว์ได้2 นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า ผู้คนกลุ่มนี้ได้ตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่ก่อนหน้าผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ไทย และลาว ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงบทบาทสำคัญของพื้นที่นี้ในการก่อร่างสร้างอารยธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนต้น

2.2 อาณาจักรฟูนัน: การก่อตั้ง, อิทธิพลอินเดีย, เศรษฐกิจ, และการล่มสลาย

อาณาจักรฟูนัน (Funan) ซึ่งปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์จีน เป็นเครือข่ายหลวม ๆ ของรัฐโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของกัมพูชา ไทย และเวียดนามในปัจจุบัน ดำรงอยู่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 64 แม้นักประวัติศาสตร์จีนจะมองว่าฟูนันเป็นอาณาจักรที่เป็นเอกภาพ แต่บางคนเชื่อว่าเป็นเพียงการรวมกลุ่มของนครรัฐต่าง ๆ ที่บางครั้งก็ทำสงครามกันและบางครั้งก็รวมตัวกันทางการเมือง.4

ตำนานการก่อตั้งฟูนันที่บันทึกในเอกสารจีนกล่าวถึงชาวต่างชาติชื่อ "หุนเทียน" (Huntian) ซึ่งเป็นพราหมณ์จากอินเดียที่เดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ และแต่งงานกับพระนางหลิวเย่ (Liu-ye) หรือพระนางนาค ซึ่งเป็นตำนานที่คล้ายคลึงกับเรื่องพระทอง-นางนาคของกัมพูชา1 เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงการรับวัฒนธรรมอินเดียที่เข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการก่อร่างสร้างอารยธรรมของฟูนัน การรับวัฒนธรรมอินเดีย โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและระบบการเขียนอักษรสันสกฤตแบบปัลลวะและจาลุกยะ 4 ไม่ได้เป็นเพียงการรับเอาวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการก่อร่างสร้างรัฐที่มีความซับซ้อน มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายการค้าขนาดใหญ่ในเอเชียได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าอิทธิพลอินเดียเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ฟูนันมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่โอแก้ว (Óc Eo) ในเวียดนามตอนใต้ และอังกอร์โบเรย (Angkor Borei) ในกัมพูชาตอนใต้ ซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยระบบคลอง4 ฟูนันเป็นเศรษฐกิจหลักแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เจริญรุ่งเรืองจากการค้าทางทะเลและการเกษตร มีการผลิตเหรียญกษาปณ์เงินของตนเอง และเป็นจุดแวะพักสำคัญบนเส้นทางการค้าระหว่างอินเดียและจีน โดยมีการค้นพบวัตถุโบราณจากโรมัน เปอร์เซีย อินเดีย และกรีกที่โอแก้ว4 ระบบชลประทานที่ซับซ้อนเพื่อการเก็บกักน้ำและการชลประทานก็เป็นรากฐานสำคัญของการผลิตข้าว.4

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาการค้าทางทะเลก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการล่มสลายของฟูนัน เมื่อเส้นทางการค้าเปลี่ยนไปสู่สุมาตราและการผงาดขึ้นของอาณาจักรศรีวิชัย ฟูนันก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง4 ในที่สุด ฟูนันก็ถูกแทนที่และผนวกเข้ากับอาณาจักรเจนละในคริสต์ศตวรรษที่ 64 การพึ่งพาเส้นทางการค้าที่สำคัญนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ภูมิศาสตร์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อความรุ่งเรือง แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกิดความเปราะบางเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในเครือข่ายการค้าโลก

2.3 อาณาจักรเจนละ: การเกิดขึ้น, ความสัมพันธ์กับฟูนัน, การแบ่งแยก, และบทบาทในการเป็นบรรพบุรุษของอาณาจักรขอม

อาณาจักรเจนละ (Chenla หรือ Zhenla) เป็นชื่อที่จีนใช้เรียกอาณาจักรที่เคยเป็นประเทศราชของฟูนัน ดำรงอยู่ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ในอินโดจีน.5 นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ใช้ชื่อเจนละเพื่ออ้างถึงช่วงเวลานี้ในประวัติศาสตร์กัมพูชา ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อยุคก่อนเมืองพระนคร.5

ต้นกำเนิดของเจนละยังไม่ชัดเจนนัก แต่ชนชั้นสูงของเจนละ ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางท่านเรียกว่า "หัวหน้าเผ่าดงรัก" (Dângrêk Chieftains) น่าจะเป็นเจ้าผู้ครองนครท้องถิ่นทางเหนือและใต้ของเทือกเขาพนมดงรัก.5 เจ้าชายองค์แรก ๆ เช่น วีรวรมัน ได้นำแนวคิดเรื่องกษัตริย์สมมติเทพและแนวคิดหริหระ (Harihara) ซึ่งเป็นเทพเจ้าฮินดูที่รวบรวมแนวคิดอำนาจหลายประการมาใช้.5 บันทึกของราชวงศ์สุยของจีนระบุว่าเจนละเป็นประเทศราชของฟูนัน และส่งคณะทูตไปยังจีนในปี 616 หรือ 617.5 ภายใต้การนำของพระเจ้าจิตรเสน มเหนทรวรมัน เจนละได้รับเอกราชและพิชิตฟูนันได้สำเร็จ.5 การพิชิตฟูนันโดยเจนละถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจครั้งสำคัญในภูมิภาคนี้ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการขึ้นมามีอำนาจของกลุ่มชาติพันธุ์เขมร และเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการก่อตั้งจักรวรรดิขอมในเวลาต่อมา

นักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันว่าเจนละเคยเป็นอาณาจักรที่เป็นเอกภาพหรือไม่ โดยนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าเจนละเป็นเพียงการรวมกลุ่มของหัวเมืองต่าง ๆ ที่รวมตัวกันอย่างหลวม ๆ และชั่วคราว.5 แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าการเรียก "อาณาจักรเจนละ" อาจเป็นเพียงการจำแนกของจีนที่รวมกลุ่มหัวเมืองเล็ก ๆ จำนวนมากเข้าด้วยกัน ซึ่งอธิบายถึงช่วงเวลาแห่งความวุ่นวาย การแย่งชิงอำนาจ และความไม่สามารถสร้างศูนย์กลางอำนาจที่ยั่งยืนได้.5

บันทึก ซินถังชู (New Book of Tang) ของจีนระบุว่า หลังปี 706 ไม่นาน เจนละได้แยกออกเป็นเจนละบก (Land Chenla) และเจนละน้ำ (Water Chenla).5 เจนละน้ำซึ่งเกี่ยวข้องกับสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชวงศ์ไศเลนทร์แห่งชวาและศรีวิชัยแห่งสุมาตราในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 และถูกผนวกเข้ากับราชอาณาจักรชวาประมาณปี 790.5 ในขณะที่เจนละบกยังคงรักษาความเป็นเอกภาพไว้ได้ภายใต้การนำของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2.5

อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์อย่างไมเคิล วิคเคอรี (Michael Vickery) โต้แย้งว่าการแบ่งเจนละเป็นบกและน้ำของจีนนั้นอาจทำให้เข้าใจผิด เนื่องจากหลักฐานชี้ให้เห็นว่ายังไม่มีรัฐขนาดใหญ่ที่เป็นเอกภาพในกัมพูชาโบราณจนกระทั่งปี 802.5 ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายนี้สิ้นสุดลงในปี 802 เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงสถาปนาจักรวรรดิขอม.5 พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ซึ่งถือเป็นกษัตริย์องค์ที่ 15 ของเจนละ ได้ประกาศพระองค์เป็น "จักรพรรดิราช" (Chakravartin) ในปี 802 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นของจักรวรรดิขอม.5 การกระทำนี้ไม่ได้เป็นเพียงการก่อตั้งอาณาจักรใหม่ แต่ยังเป็นการรวมอำนาจและนำความสงบมาสู่ภูมิภาคที่เคยแตกแยกและวุ่นวาย ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับความรุ่งเรืองของเมืองพระนครในเวลาต่อมา
 

3. อาณาจักรขอม

3.1 การก่อตั้งโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 และแนวคิดจักรพรรดิราช

จักรวรรดิขอม ซึ่งเป็นอารยธรรมที่โดดเด่นในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 6 ก่อตั้งขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ผู้ทรงเป็นเจ้าชายเขมรและแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่6 พระองค์ทรงรวมอารยธรรมเขมรให้เป็นหนึ่งเดียวและขึ้นเป็นผู้ปกครองv6 การก่อตั้งจักรวรรดิอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในปี 802 เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงประกาศพระองค์เป็น "จักรพรรดิราช" (Chakravartin) ซึ่งเป็นแนวคิดกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจสากลตามคติฮินดูและพุทธ5 การประกาศนี้ไม่ได้เป็นเพียงการอ้างสิทธิ์ในอำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานทางอุดมการณ์ที่สำคัญ ซึ่งให้ความชอบธรรมอันศักดิ์สิทธิ์แก่การปกครองและเป้าหมายในการขยายอาณาเขตของจักรวรรดิในอนาคต

พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงเป็นผู้ที่นำพายุคแห่งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลังการปกครองของเจนละให้สิ้นสุดลง5 บันทึกจารึกสด๊กก๊อกธม (Sdok Kak Thom) ในปี 1053 ระบุว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงเอาชนะกองทัพจามได้ในปี 790 ก่อนที่จะย้ายไปทางเหนือของโตนเลสาบและสถาปนาเมืองหริหราลัย (Hariharalaya)5 การเคลื่อนไหวทางทหารและการย้ายศูนย์กลางอำนาจนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่เด็ดขาดในการรวมดินแดนและประชากรภายใต้การปกครองของพระองค์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิขอมสามารถรุ่งเรืองต่อไปได้

3.2 ความรุ่งเรือง: นครวัด, นครธม, พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2, พระเจ้าชัยวรมันที่ 7, ระบบชลประทาน, และโครงสร้างสังคม

จักรวรรดิขอมรุ่งเรืองถึงขีดสุดด้วยการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่และระบบบริหารจัดการที่ซับซ้อน.7 นครวัดและนครธมเป็นหลักฐานยืนยันถึงความสามารถทางภูมิปัญญาและความมั่งคั่งของเขมรโบราณ.7

  • นครวัดและพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2:
    นครวัด ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นศาสนสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่อุทิศให้กับพระวิษณุ 8 สร้างขึ้นโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้ทรงครองราชย์ระหว่างปี 1113 ถึง 1150.8 รัชสมัยของพระองค์โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ การสู้รบทางทหาร และการฟื้นฟูรัฐบาลให้กลับมาแข็งแกร่ง9 นครวัดเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตนของกษัตริย์ต่อศาสนาฮินดู และเป็นเครื่องมือในการแสดงแสนยานุภาพและอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ต่ออาณาจักรและโลกภายนอก.9 การสร้างศาสนสถานขนาดมหึมาเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างการอุปถัมภ์ทางศาสนาและอำนาจของกษัตริย์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความชอบธรรมและรวมศูนย์อำนาจของจักรวรรดิ

     
  • นครธมและพระเจ้าชัยวรมันที่ 7:
    พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ครองราชย์ 1181-1218) ทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายมหายานอย่างเป็นทางการ10 หลังจากยโสธรปุระถูกอาณาจักรจามปาโจมตีและเผาทำลาย พระองค์ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ราชธานีขึ้นมาใหม่ในชื่อ "เมืองพระนคร" หรือ "นครธม" (นครใหญ่)10 ศูนย์กลางของราชธานีถูกย้ายจากปราสาทปาปวนซึ่งเป็นลัทธิไศวนิกาย มายังปราสาทบายนที่สร้างขึ้นใหม่ให้เป็นศาสนสถานในลัทธิมหายาน10 พระพักตร์สี่หน้าที่ปรากฏตามปรางค์ในปราสาทบายนและประตูเมืองเชื่อกันว่าเป็นพระพักตร์ของพระองค์ในภาคพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นคติ "พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต" ที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อปัดเป่าทุกข์ภัยให้แก่ราษฎร10 การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาและการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ในยุคนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการสร้างความชอบธรรมของกษัตริย์ โดยใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือในการรวมศูนย์อำนาจและแสดงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร

     
  • ระบบชลประทานและโครงสร้างสังคม:
    เมืองพระนครไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็น "นครไฮดรอลิก" (hydraulic city) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก่อนยุคอุตสาหกรรม12 ด้วยพื้นที่อย่างน้อย 1,000 ตารางกิโลเมตร 12 และประชากรที่อาจสูงถึง 1 ล้านคน 12 เมืองนี้มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน โดยเฉพาะเครือข่ายการจัดการน้ำที่ครอบคลุม ทั้งบาราย (อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่) และคลองส่งน้ำจากเทือกเขาพนมกุเลนและแม่น้ำเสียมเรียบ7 ระบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการชลประทาน การผลิตข้าวที่มั่นคง และการรองรับประชากรจำนวนมหาศาล7 ความสามารถในการควบคุมและกระจายน้ำอย่างเป็นระบบนี้เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและรุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จทางวิศวกรรมและประชากรศาสตร์อันน่าทึ่งนี้ตั้งอยู่บนโครงสร้างสังคมแบบลำดับชั้นที่เข้มงวด โดยมีกษัตริย์เป็นผู้ปกครองสูงสุด ตามมาด้วยพราหมณ์ นักบวช และข้าราชการ ในขณะที่สามัญชนต้องแบกรับภาระการเกณฑ์แรงงาน (corvée) อย่างหนัก และมีชนชั้นทาสจำนวนมากที่ถูกใช้ในการก่อสร้างอนุสาวรีย์อันยิ่งใหญ่เหล่านี้13

3.3 สาเหตุการล่มสลายของอาณาจักรขอม

ความรุ่งโรจน์ของจักรวรรดิขอมที่ยาวนานกว่า 400 ปี ต้องเผชิญกับการล่มสลายจากปัจจัยหลายประการที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ซึ่งไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เดียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปทั้งในด้านศาสนา ราชวงศ์ การบริหาร และการทหาร รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความไม่สมดุลทางนิเวศวิทยา7

  • การก่อสร้างขนาดใหญ่จำนวนมาก
    ในช่วงรุ่งเรือง มีการก่อสร้างปราสาทหินขนาดใหญ่ถึง 28 แห่ง รวมถึงอโรคยศาลา 102 แห่ง และที่พักริมทาง 121 แห่ง7 การก่อสร้างเหล่านี้ใช้ทรัพยากรและแรงงานมหาศาล โดยเฉพาะแรงงานไพร่ซึ่งเป็นชาวนา การเกณฑ์แรงงานจำนวนมากไปสร้างปราสาททำให้แรงงานในการเพาะปลูกพืชอาหารลดลง7 หลังการก่อสร้าง ยังต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการดูแลรักษา ซึ่งเป็นภาระที่หนักอึ้งต่อสังคมและเศรษฐกิจ7 การใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรกลายเป็นภาระที่เกินกำลังและบ่อนทำลายรากฐานการผลิตของตนเอง

     
  • สงครามกับเพื่อนบ้าน
    จักรวรรดิเขมรโบราณตั้งอยู่ท่ามกลางอาณาจักรคู่แข่งอย่างจามปาและเวียดนามทางตะวันออก และอาณาจักรทวารวดี (ต่อมาคือสุโขทัย-อยุธยา) ทางตะวันตก7 ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความแตกต่างทางชาติพันธุ์นำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสงครามกับจามปา ซึ่งเกิดขึ้นถึง 8 ครั้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 15-187 สงครามเหล่านี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ทั้งจากอาวุธและไข้ป่า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการล่มสลาย7 สงครามที่ยืดเยื้อทำให้ทรัพยากรของอาณาจักรถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลือง และบั่นทอนกำลังคนอย่างรุนแรง

     
  • ขาดการทะนุบำรุงระบบชลประทาน
    ระบบชลประทานอันเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตข้าวและหล่อเลี้ยงประชากรจำนวนมหาศาล 7 เริ่มขาดการดูแลเนื่องจากสงครามและความวุ่นวายภายใน.7 คลองส่งน้ำจากบารายและฝายทดน้ำตื้นเขิน ทำให้ประสิทธิภาพลดลง เกิดน้ำขังเป็นแหล่งเพาะยุงนำไปสู่การระบาดของไข้มาลาเรีย และการขาดแคลนน้ำนำไปสู่อหิวาตกโรคระบาด ทำให้ประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง.7 ความล้มเหลวในการบำรุงรักษาระบบที่ซับซ้อนนี้เผยให้เห็นถึงความเปราะบางของอารยธรรมที่พึ่งพาระบบไฮดรอลิกอย่างมาก เมื่ออำนาจส่วนกลางอ่อนแอลง ระบบที่เคยเป็นจุดแข็งก็กลายเป็นจุดอ่อนที่นำไปสู่ความหายนะทางประชากรและเศรษฐกิจ

     
  • ปรากฏการณ์เอลนีโญ
    ข้อมูลจากการนับวงปีของต้นไม้อายุ 900 ปี ทางตอนเหนือของนครธม ชี้ให้เห็นว่าในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20 เกิดฝนแล้งยาวนานถึง 56 ปี7 ปรากฏการณ์เอลนีโญนี้ทำให้การทำนาไม่ได้ผล ผู้คนจำนวนมากอพยพหนีความอดอยาก ส่งผลให้เขมรขาดแคลนทั้งกำลังการผลิตอาหารและกำลังทหาร.7 การเปลี่ยนแปลงทางเดินของแม่น้ำเสียมเรียบที่เคยไหลลงบารายตะวันตกก็ทำให้ปริมาณน้ำในบารายลดลงอย่างมาก.7 ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ซ้ำเติมความอ่อนแอของระบบชลประทานที่ขาดการบำรุงรักษา และผลักดันให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ ซึ่งบั่นทอนรากฐานประชากรและเศรษฐกิจของอาณาจักรอย่างรุนแรง

     
  • การสร้างและย้ายเมืองหลวงบ่อยเกินไป
    ในช่วง 417 ปีของยุครุ่งเรือง เขมรโบราณมีการย้ายเมืองหลวงถึง 8 เมือง.7 การสร้างเมืองหลวงใหม่แต่ละครั้งใช้ทรัพยากรมหาศาล และต้องย้ายเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ และทหารมายังเมืองใหม่.7 ชาวนาได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะต้องทิ้งที่นาเดิมเพื่อไปบุกเบิกป่าให้เป็นนาในเมืองใหม่.7 การเปลี่ยนแปลงศูนย์กลางอำนาจที่บ่อยครั้งนี้เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืน และสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงภายใน

     
  • ศาสนา
    เดิมชาวเขมรนับถือผี ก่อนที่ผู้นำจะหันไปนับถือศาสนาฮินดูและสร้างปราสาทหินเพื่อบูชาเทพเจ้า.7 แม้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะหันมานับถือพุทธนิกายมหายาน แต่กษัตริย์องค์ต่อมาก็กลับไปนับถือฮินดู7 ในขณะเดียวกัน ชาวเขมรเริ่มหันมานับถือศาสนาพุทธลัทธิเถรวาทอย่างรวดเร็ว ซึ่งเน้นการไปสู่ภาวะนิพพาน ไม่ต้องสร้างปราสาทใหญ่โต มีเพียงกุฏิไม้ และไม่ต้องเซ่นสังเวยทุกวัน ทำให้มีเวลาทำมาหากินและอยู่กับครอบครัวมากขึ้น.7 ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองกับชาวบ้านในเรื่องความเชื่อ ประกอบกับความอดอยากจากภัยแล้ง ทำให้สังคมเขมรปั่นป่วน และประชากรบางส่วนอพยพไปอยู่ที่อื่น7 การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาและการแยกตัวของความเชื่อระหว่างชนชั้นนำและประชาชนสะท้อนถึงความแตกแยกทางสังคมที่ลึกซึ้ง ซึ่งบั่นทอนความสามัคคีและเสถียรภาพของอาณาจักร

ปัจจัยหลายประการเหล่านี้รวมกันทำให้ความรุ่งโรจน์ของเขมรโบราณนำไปสู่การล่มสลายของอาณาจักรในที่สุด7
 

4. ยุคมืดของกัมพูชา (สมัยหลังเมืองพระนคร)
 

4.1 ลักษณะทั่วไป: ความวุ่นวายภายใน, การย้ายเมืองหลวง (ละแวก, อุดงมีชัย, พนมเปญ)

ยุคมืดของกัมพูชา หรือที่เรียกว่าสมัยกลาง (Middle Period) เริ่มต้นขึ้นหลังจากอาณาจักรพระนครเริ่มอ่อนแอลงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 และดำเนินไปจนถึงปี 1863 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาปกครองของฝรั่งเศส.14 ช่วงเวลานี้โดดเด่นด้วยความไม่มั่นคงภายในอย่างรุนแรง ประเทศราชต่าง ๆ เริ่มประกาศตัวเป็นอิสระ และเกิดความวุ่นวายในการแย่งชิงราชสมบัติภายในราชวงศ์อย่างต่อเนื่อง.15 สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในช่วงเวลานี้ไม่มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับยุคเมืองพระนครที่เต็มไปด้วยปราสาทหินอันยิ่งใหญ่.15 การหยุดชะงักของการก่อสร้างขนาดใหญ่สะท้อนถึงการลดลงอย่างมากของศักยภาพของรัฐ การขาดแคลนทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญจากการแสดงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิไปสู่การต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

การล่มสลายของเมืองพระนครไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีหลังการพ่ายแพ้ต่อกรุงศรีอยุธยา แต่ค่อย ๆ เสื่อมความสำคัญลงเนื่องจากปัญหาความวุ่นวายภายในและการแสวงหาเมืองที่มีชัยภูมิเหมาะสมทั้งด้านการค้าและการสงคราม.16 ในช่วงยุคมืดนี้ กัมพูชามีการย้ายเมืองหลวงบ่อยครั้งเพื่อตอบสนองต่อพลวัตทางการเมืองและภัยคุกคามจากภายนอก ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการค้นหาศูนย์กลางอำนาจที่มั่นคงและสามารถป้องกันตนเองได้ เมืองหลวงถูกย้ายจากเมืองพระนครไปยังตวลบาสาน (Tuol Basan) จากนั้นไปยังพนมเปญ (จตุรมุข).15 ต่อมาได้ย้ายไปที่เมืองละแวก (Longvek) 15 ซึ่งได้รับเลือกโดยพระบรมราชาที่ 2 (พญาจันทน์) เนื่องจากมีภูมิประเทศที่ป้องกันได้ง่ายกว่า.18 เมืองละแวกกลายเป็นศูนย์กลางทางการทหารและแหล่งรวมของผู้มีความรู้18 หลังจากนั้น เมืองหลวงก็ย้ายไปที่ศรีสุนทร และสุดท้ายคือเมืองอุดงมีชัย (Oudong) ซึ่งเป็นที่ประทับของราชวงศ์และเมืองหลวงของกัมพูชามานานกว่า 250 ปีจนถึงปี 1866.15 การย้ายเมืองหลวงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง และการต่อสู้ดิ้นรนของกัมพูชาในการรักษาความเป็นรัฐอธิปไตยท่ามกลางความขัดแย้งทั้งภายในและภายนอก

4.2 ความสัมพันธ์กับสยามและญวน: บทบาทของสยามและเวียดนามในการเมืองกัมพูชา, การเสียดินแดน

ในช่วงยุคมืด กัมพูชาตกอยู่ในสถานะที่เปราะบางอย่างยิ่ง โดยกลายเป็นรัฐกันชนและสนามรบระหว่างสยาม (ประเทศไทย) และเวียดนาม (ญวน) ซึ่งเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค.14 หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเข้าโจมตีและเผาเมืองพระนครในปี 1896 พ.ศ. (1353 ค.ศ.) กัมพูชาก็ตกเป็นประเทศราชของสยามเป็นเวลาเกือบ 400 ปี.15 การปกครองของสยามยังคงดำเนินต่อไปในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์.15

ตลอดสมัยอยุธยา กัมพูชามักฉวยโอกาสโจมตีหัวเมืองตะวันออกของอยุธยาเมื่อสยามติดศึกกับพม่าหรือเชียงใหม่.23 สยามตอบโต้ด้วยการยกทัพเข้าตีเมืองเขมรหลายครั้ง และกวาดต้อนชาวกัมพูชากลับไปเป็นเชลยจำนวนมาก.23 ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระองค์ทรงยกทัพไปตีเมืองละแวกในปี 2126 พ.ศ. (1583 ค.ศ.) และกวาดต้อนชาวเขมรกลับมาจำนวนมาก.23 การปฏิบัติเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงอำนาจ แต่ยังเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มกำลังคนให้กับสยาม ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน.14 การกวาดต้อนประชากรอย่างต่อเนื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจำนวนประชากรและศักยภาพในการฟื้นตัวของกัมพูชา

ในสมัยกรุงธนบุรี กัมพูชาพยายามตั้งตัวเป็นอิสระ แต่ก็เกิดความขัดแย้งภายใน ทำให้บางส่วนสวามิภักดิ์ต่อไทย และบางส่วนฝักใฝ่ญวน.23 สยามจึงยกทัพไปปราบปรามหลายครั้ง ยึดเมืองเสียมราฐและพระตะบอง และกวาดต้อนชาวเขมรอีกนับหมื่นคนมายังราชบุรี.23 แม้สยามจะเคยมีแผนผนวกดินแดนเขมรอย่างเด็ดขาด แต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากความวุ่นวายภายในกรุงธนบุรี.23 ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สยามยังคงมีบทบาทในการแต่งตั้งกษัตริย์กัมพูชาและคานอำนาจกับเวียดนามในภูมิภาค.25 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 กัมพูชาตกเป็นรัฐอารักขาระหว่างสยามและญวน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ก่อนจะตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส.15

การที่กัมพูชาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการแทรกแซงของเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ทำให้กัมพูชาสูญเสียอธิปไตยและดินแดนไปมาก.14 สถานะของกัมพูชาในฐานะรัฐกันชนและสนามรบระหว่างสยามและเวียดนามในช่วงยุคมืดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมประวัติศาสตร์การเมืองภายในและภายนอกของประเทศ. การที่สยามกวาดต้อนเชลยจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนกำลังคนในอาณาจักรตนเอง 14 สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบทางประชากรศาสตร์อย่างรุนแรงต่อกัมพูชา ซึ่งบั่นทอนศักยภาพในการฟื้นตัวและพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การศึกษาคำว่า "ขอม" ที่ใช้โดยสยามเพื่อเรียกกลุ่มคนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธมหายาน และใช้ภาษาเขมรในการสื่อสาร 27 แสดงให้เห็นว่าอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในอดีตมีความยืดหยุ่นและไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเชื้อชาติเดียว การมีอยู่ของชุมชนชาวเขมรและชาวขแมร์พลัดถิ่นในกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ 23 และการที่พวกเขาค่อย ๆ กลืนกลายเข้ากับความเป็นไทย 29 ชี้ให้เห็นถึงพลวัตทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ที่ซับซ้อนภายใต้อิทธิพลของสยาม

4.3 สภาพสังคมและเศรษฐกิจ

ในช่วงยุคมืด สภาพสังคมและเศรษฐกิจของกัมพูชาสะท้อนถึงความเสื่อมถอยอย่างเห็นได้ชัด กัมพูชาได้กลายเป็นหนึ่งในรัฐที่ยากจนที่สุดในเอเชีย.26 การขาดแคลนการก่อสร้างขนาดใหญ่ 15 บ่งชี้ถึงการลดลงของศักยภาพของรัฐในการระดมทรัพยากรและแรงงานเพื่อการพัฒนา.

เศรษฐกิจยังคงพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยเฉพาะการเพาะปลูกข้าว.13 อย่างไรก็ตาม การผลิตข้าวส่วนใหญ่ถูกจัดระเบียบเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของชนชั้นสูงและราชวงศ์ โดยชาวนาต้องผลิตส่วนเกินเพื่อหล่อเลี้ยงชนชั้นปกครอง.31 ระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกยังคงเป็นศูนย์กลางในการกำหนดอำนาจ การถือครองที่ดิน และการทำเกษตรกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อราชวงศ์และเจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาค.31 โครงสร้างทางสังคมแบบลำดับชั้นนี้ยังคงอยู่และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในวงกว้าง ทำให้ผลประโยชน์จากการค้าในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศยังคงตกอยู่กับชนชั้นนำเป็นหลัก.31

สงครามที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและการกวาดต้อนประชากรส่งผลให้เกิดการขาดแคลนกำลังคนอย่างรุนแรง.14 การขาดแคลนแรงงานนี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น การผสมผสานระหว่างความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ การลดลงของประชากร และการขาดการบำรุงรักษาระบบชลประทาน (ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการล่มสลายของเมืองพระนคร) 7 ได้สร้างวงจรแห่งความเสื่อมถอยที่ทำให้กัมพูชาอยู่ในภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดช่วงยุคมืด. แม้เมืองใหญ่บางแห่งจะเริ่มพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองสมัยใหม่ แต่ชีวิตในชนบทซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรส่วนใหญ่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทที่ชัดเจน.32
 

5. กัมพูชาภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส


5.1 การก่อตั้งรัฐในอารักขา: สนธิสัญญาและบทบาทของพระนโรดม

ประวัติศาสตร์กัมพูชาสมัยใหม่เริ่มต้นด้วยการก่อตั้งรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสในปี 1863.26 แม้จะมีการระบุว่าพระบาทสมเด็จพระนโรดมทรงร้องขอให้ฝรั่งเศสเข้ามาคุ้มครอง 34 แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าพระองค์ทรงลงนามในสนธิสัญญาภายใต้การกดดัน โดยมีเรือปืนของฝรั่งเศสจอดทอดสมออยู่ใกล้พระราชวัง 33 แสดงให้เห็นว่า "การคุ้มครอง" นี้เป็นเพียงการบังคับใช้จากอำนาจที่เหนือกว่า การกระทำนี้เป็นการบั่นทอนอธิปไตยของกัมพูชาอย่างเป็นระบบภายใต้ฉากหน้าของการช่วยเหลือ.

ในปี 1867 สยามได้ประกาศสละอำนาจเหนือดินแดนกัมพูชาและยอมรับสถานะรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม.34 การกระทำนี้ทำให้กัมพูชาหลุดพ้นจากการเป็นรัฐกันชนที่ถูกแย่งชิงระหว่างสยามและเวียดนาม 26 แต่ก็แลกมาด้วยการสูญเสียอธิปไตยทั้งภายในและภายนอกให้กับฝรั่งเศส.33

ในช่วงแรกของการปกครอง (1863-1884) ฝรั่งเศสไม่ได้เข้ามาแทรกแซงกิจการภายในของกัมพูชามากนัก โดยเน้นการควบคุมด้านการทหารและการต่างประเทศ และสนับสนุนสถานะของกษัตริย์ในการปราบปรามกบฏ.36 อย่างไรก็ตาม หลังจากฝรั่งเศสยึดครองเวียดนามได้อย่างสมบูรณ์ในปี 1886 นโยบายก็เปลี่ยนไปสู่การปฏิรูปที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเสนอการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านการเก็บภาษี การตำรวจ และการยกเลิกระบบไพร่ทาส.33 แม้พระนโรดมจะพยายามต่อต้าน แต่ก็ถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญาใหม่ ซึ่งเป็นการตอกย้ำอำนาจของฝรั่งเศสเหนือราชสำนักกัมพูชา.33

5.2 ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม: ภาษี, แรงงาน, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน, และบทบาทของชาวต่างชาติ

ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส เศรษฐกิจกัมพูชาถูกจัดโครงสร้างเพื่อประโยชน์ของฝรั่งเศสเป็นหลัก โดยเน้นการเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพและการสกัดทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการส่งออก37 ชาวกัมพูชาต้องเสียภาษีต่อหัวสูงที่สุดในอินโดจีนของฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่การประท้วงต่อต้านภาษีหลายครั้ง เช่นในปี 1916 และ 192537 นอกจากนี้ การเกณฑ์แรงงาน (corvée service) เพื่อทำงานในโครงการสาธารณะก็เป็นภาระที่หนักอึ้งสำหรับชาวนา38 การปฏิบัติเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะของเศรษฐกิจอาณานิคมที่มุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์มากกว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับประชากรท้องถิ่น

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการขยายตัวของเมืองในกัมพูชาเติบโตช้ากว่าในเวียดนามมากในช่วงแรกของการปกครองของฝรั่งเศส37 อย่างไรก็ตาม เมื่อการปกครองแข็งแกร่งขึ้น มีการพัฒนาการปลูกข้าวและพริกไทย และมีการสร้างสวนยางพาราเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมรถยนต์ในฝรั่งเศส37 แม้จะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับชาวฝรั่งเศสและชนชั้นสูงในท้องถิ่นกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น37

การอพยพเข้ามาของชาวเวียดนามและชาวจีนจำนวนมาก ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคส่วนเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว เช่น แรงงานในสวนยางพารา พนักงานธุรการ ชาวประมง และนักธุรกิจ 37 ได้สร้างสังคมพหุวัฒนธรรมขึ้นในกัมพูชา การจัดโครงสร้างทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ซึ่งชาวต่างชาติเข้ามาครอบงำภาคส่วนสำคัญ ในขณะที่ชาวเขมรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในภาคเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ได้สร้างความตึงเครียดและความไม่พอใจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ในอนาคต โดยเฉพาะกับชาวเวียดนาม

5.3 การปักปันเขตแดนกับสยามและผลกระทบต่อความสัมพันธ์

สนธิสัญญาปักปันเขตแดนที่ลงนามระหว่างฝรั่งเศสและสยามในช่วงรัฐในอารักขา โดยเฉพาะสนธิสัญญาปี 1907 ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนดินแดน (สยามยกพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณให้ฝรั่งเศส แลกกับตราดและด่านซ้าย)39 ได้วางรากฐานสำหรับปัญหาข้อพิพาทชายแดนที่ยังคงดำเนินอยู่ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบัน39 การตัดสินใจเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนในยุคอาณานิคม ซึ่งมักทำขึ้นโดยไม่คำนึงถึงบริบทท้องถิ่นหรือผลกระทบในระยะยาว ได้กลายเป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียดและความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องในยุคหลังอาณานิคม.

หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร ซึ่งแผนที่ปี 1907 ได้กำหนดให้ปราสาทอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้ตัดสินในปี 1962 ว่าปราสาทเป็นของกัมพูชา39 นอกจากนี้ ข้อพิพาทเรื่องเกาะกูด ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลขนาดใหญ่ 39 ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของมรดกจากยุคอาณานิคมที่ยังคงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.

การเรียกร้องดินแดนคืนจากสยามของกัมพูชาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีรากฐานมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม ดังที่เห็นได้จากจดหมายของพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ในปี 1906 ที่เรียกร้องให้ฝรั่งเศสยึดดินแดนที่เคยเป็นของอาณาจักรพระนครคืนจากสยาม ซึ่งรวมถึงพื้นที่กว้างขวางในประเทศไทยปัจจุบัน23 การเรียกร้องดินแดนในอดีตนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชาตินิยมกัมพูชา และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ขับเคลื่อนความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทยในเวลาต่อมา

ดังที่เห็นได้จากจดหมายของพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ในปี 1906 ที่เรียกร้องให้ฝรั่งเศสยึดดินแดนที่เคยเป็นของอาณาจักรพระนครคืนจากสยาม ซึ่งรวมถึงพื้นที่กว้างขวางในประเทศไทยปัจจุบัน การเรียกร้องดินแดนในอดีตนี้ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชาตินิยมกัมพูชา และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ขับเคลื่อนความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทยในเวลาต่อมา


6. กัมพูชาหลังได้รับเอกราชและสงครามเย็น


6.1 การเคลื่อนไหวเพื่อเอกราช: บุคคลสำคัญ, องค์กร, และเหตุการณ์

กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1953 ภายใต้การนำของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ41 กระบวนการสู่เอกราชไม่ได้ราบรื่น แต่เป็นการต่อสู้ที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในและพลวัตของสงครามเย็น

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นเข้ายึดครองกัมพูชาในปี 1941 และอนุญาตให้พระบาทสมเด็จพระสีหนุประกาศเอกราชของราชอาณาจักรกัมพูชาในเดือนมีนาคม 1945 ซึ่งรวมถึงการฟื้นฟูอักษรเขมรอย่างเป็นทางการ41 อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสได้กลับเข้ามาปกครองอีกครั้งในเดือนตุลาคม 194541

หลังจากสงคราม ฝรั่งเศสอนุญาตให้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองและการเลือกตั้งในปี 1946 โดยพรรคประชาธิปไตยซึ่งนำโดยเจ้าชายสีสุวัตถิ์ ยุธิวงศ์ สนับสนุนเอกราชทันทีและการปฏิรูปประชาธิปไตย44

บทบาทของสมเด็จพระนโรดม สีหนุมีความสำคัญอย่างยิ่งใน "สงครามครูเสดเพื่อเอกราชของราชวงศ์" ของพระองค์44 พระองค์ทรงใช้กลยุทธ์ที่หลากหลาย รวมถึงการยุบคณะรัฐมนตรี การระงับรัฐธรรมนูญ และการประกาศกฎอัยการศึกในปี 1952-1953 เพื่อรวมอำนาจและกดดันฝรั่งเศส41 นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเดินทางไปยังฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น เพื่อเผยแพร่สถานการณ์ของกัมพูชาและเรียกร้องเอกราช.41 การเสด็จลี้ภัยไปประเทศไทยและเสียมราฐด้วยพระองค์เองก็เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะกดดันฝรั่งเศส44 ในที่สุด ฝรั่งเศสก็ยอมอ่อนข้อเนื่องจากสถานการณ์ทางทหารในอินโดจีนที่ย่ำแย่ลง.44

การประชุมเจนีวาในปี 1954 ยืนยันเอกราชของกัมพูชา และกำหนดให้เวียดมินห์ถอนทหารออกจากดินแดนกัมพูชา41 อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับเอกราชแล้ว กัมพูชาก็ยังคงเผชิญกับการต่อต้านจากกลุ่มคอมมิวนิสต์ เช่น แนวร่วมอิสระเขมร41 การได้รับเอกราชไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงในทันที แต่กลับเปิดฉากบทใหม่ของการต่อสู้ทางการเมืองภายในและความเปราะบางในบริบทของสงครามเย็นที่กำลังก่อตัวขึ้น

6.2 การปกครองของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ: นโยบายความเป็นกลาง, การเมืองภายใน, และความสัมพันธ์กับต่างประเทศ

สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์กัมพูชา โดยทรงดำรงตำแหน่งทั้งกษัตริย์ นายกรัฐมนตรี และประมุขแห่งรัฐหลายครั้ง45 หลังจากได้รับเอกราช พระองค์ทรงสละราชสมบัติในปี 1955 เพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต่อมาเป็นประมุขแห่งรัฐในปี 196046

นโยบายต่างประเทศของสีหนุในช่วงสงครามเย็นคือ "ความเป็นกลาง" โดยพยายามนำพากัมพูชาให้รอดพ้นจากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ41 พระองค์ทรงระแวงการรวมกลุ่มที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงไทยและเวียดนามใต้ ซึ่งเป็นที่หลบภัยของผู้ต่อต้านสีหนุ41 พระองค์ทรงพบปะกับผู้นำจีนและเวียดนามเหนือ ซึ่งให้คำมั่นว่าจะเคารพเอกราชของกัมพูชา41 สีหนุเชื่อว่าการประนีประนอมกับเวียดนามเหนือและจีนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อถ่วงดุลการขยายอำนาจของเวียดนามและไทย41

อย่างไรก็ตาม นโยบายความเป็นกลางนี้มีความขัดแย้งในตัวเองอย่างเห็นได้ชัด41 ในปี 1965 สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ได้เจรจาตกลงกับจีนและเวียดนามเหนือ โดยอนุญาตให้กองกำลังเวียดกงและเวียดนามเหนือสร้างฐานทัพถาวรบนดินแดนกัมพูชาและใช้ท่าเรือกัมพูชาเพื่อลำเลียงเสบียง41 แม้จะแลกมาด้วยเงินจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ชนชั้นนำของกัมพูชา41 แต่การกระทำนี้ได้บ่อนทำลายความเป็นกลางของกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง และดึงกัมพูชาเข้าสู่สงครามเวียดนามโดยตรง41 การตัดสินใจนี้เป็นการวางรากฐานสำหรับความขัดแย้งในอนาคตและนำไปสู่การแทรกแซงจากภายนอกที่รุนแรงขึ้น.

ในด้านการเมืองภายใน สีหนุได้จัดตั้งพรรคสังคมราษฎร์นิยม (Sangkum Reastr Niyum) ซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง41 พระองค์ทรงแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายประการ รวมถึงการให้สิทธิเลือกตั้งแก่ผู้หญิง และประกาศให้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ47 พระองค์ยังส่งเสริม "ลัทธิสังคมนิยมพุทธศาสนา" ซึ่งเป็นการผสมผสานแนวคิดสังคมนิยมเข้ากับประเพณีทางศาสนา47 อย่างไรก็ตาม อำนาจของ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ เริ่มสั่นคลอนจากการพยายามก่อรัฐประหารของฝ่ายตรงข้าม.47 ในที่สุด พระองค์ก็ถูกโค่นอำนาจในการรัฐประหารโดยลอน นอลในเดือนมีนาคม 1970 ขณะที่ทรงเยือนกรุงมอสโก47 การรัฐประหารครั้งนี้มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่สีหนุทรงอำนวยความสะดวกให้เวียดนามเข้ามาในกัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อประเทศ53

6.3 ผลกระทบของสงครามเวียดนาม: การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ, เส้นทางโฮจิมินห์, และการละเมิดอธิปไตย

สงครามเวียดนามมีผลกระทบอย่างลึกซึ้งและทำลายล้างต่อกัมพูชา แม้กัมพูชาจะพยายามรักษานโยบายความเป็นกลางไว้ก็ตาม

  • เส้นทางโฮจิมินห์
    เส้นทางโฮจิมินห์เป็นเครือข่ายเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่เวียดนามเหนือใช้เพื่อสนับสนุนกองกำลังในเวียดนามใต้ โดยพาดผ่านลาวและกัมพูชา54 การก่อสร้างเครือข่ายนี้เริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 1959.56 การใช้ดินแดนกัมพูชาเป็นฐานส่งกำลังบำรุงและที่หลบภัยของกองกำลังเวียดนามเหนือและเวียดกง57 ได้บ่อนทำลายความเป็นกลางและอธิปไตยของกัมพูชาโดยตรง.58 การที่สีหนุยอมผ่อนปรนให้มีการใช้เส้นทางนี้57 ทำให้กัมพูชากลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในสงครามเวียดนามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรมสำหรับการโจมตีทางทหารจากสหรัฐฯ

     
  • การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ (ปฏิบัติการเมนู)
    เพื่อทำลายฐานที่มั่นของเวียดนามเหนือในกัมพูชา สหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดทางอากาศอย่างลับ ๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 1969 ซึ่งเรียกว่า "ปฏิบัติการเมนู" (Operation Menu).41 การทิ้งระเบิดครั้งนี้ดำเนินไปจนถึงเดือนสิงหาคม 197361 มีการทิ้งระเบิดกว่า 2.7 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าปริมาณระเบิดที่สหรัฐฯ ทิ้งใส่ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง61

ผลกระทบของการทิ้งระเบิดนี้รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตประมาณ 100,000-600,000 คน และมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยถึง 2 ล้านคน61 ชนบทของกัมพูชาถูกทำลายอย่างย่อยยับ ก่อให้เกิดความโกลาหลและความวุ่นวาย.61 ที่สำคัญที่สุดคือ การทิ้งระเบิดนี้ไม่ได้บั่นทอนกำลังของคอมมิวนิสต์อย่างที่ตั้งใจไว้ แต่กลับ "เพิ่มความนิยมของเขมรแดง" และมอบ "อาวุธโฆษณาชวนเชื่อที่สำคัญ" ให้กับพวกเขา61 การกระทำของสหรัฐฯ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เขมรแดงสามารถระดมกำลังพลและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในชนบท ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขมรแดงได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองในปี 1975.61 เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่น่าเศร้าถึงผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดของการแทรกแซงทางทหารจากภายนอก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับที่ตั้งใจไว้

 

7. สาธารณรัฐเขมรและระบอบเขมรแดง
 

7.1 การรัฐประหาร พ.ศ. 2513 โดยลอน นอล: สาเหตุและเหตุการณ์

การรัฐประหารในกัมพูชาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1970 51 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำพากัมพูชาเข้าสู่ความวุ่นวายอย่างเต็มรูปแบบ การรัฐประหารครั้งนี้เป็นผลมาจากการผสมผสานระหว่างความไม่พอใจภายในประเทศและการแทรกแซงจากภายนอก

สาเหตุหลักประการหนึ่งคือ ความไม่พอใจอย่างกว้างขวางต่อการที่สมเด็จพระนโรดม สีหนุทรงอนุญาตให้กองกำลังเวียดนามเหนือและเวียดกงใช้ดินแดนกัมพูชาเป็นฐานที่มั่นและเส้นทางส่งกำลังบำรุง.53 การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา และนำไปสู่การกล่าวหาว่าสีหนุทรงทุจริตทางการเงินและศีลธรรม รวมถึงการทรยศชาติ.53 นายพลลอน นอล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมในขณะนั้น ได้จัดให้มีการประท้วงต่อต้านเวียดนามทั่วประเทศ.64 การประท้วงเหล่านี้รวมถึงการบุกทำลายสถานทูตเวียดนามเหนือและเวียดกงในกรุงพนมเปญ.64 นอกจากนี้ ลอน นอลยังได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องการกำจัดอิทธิพลของเวียดนามเหนือในกัมพูชา.62

ในวันที่ 18 มีนาคม 1970 ขณะที่สมเด็จพระนโรดม สีหนุทรงเยือนสหภาพโซเวียต สมัชชาแห่งชาติภายใต้การควบคุมของอิน ตัม ได้ลงมติถอดถอนพระองค์ออกจากตำแหน่งประมุขแห่งรัฐอย่างฉุกเฉิน ด้วยคะแนนเสียง 86 ต่อ 3.51 เจง เฮง ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐชั่วคราว และลอน นอลได้รับอำนาจฉุกเฉิน59 หลังจากนั้นไม่นาน สาธารณรัฐเขมรก็ได้รับการประกาศจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ตุลาคม 1970.53

ผลกระทบในทันทีของการรัฐประหารคือ การสิ้นสุดความเป็นกลางของกัมพูชา64 ลอน นอลได้ขอการสนับสนุนทางทหารจากเวียดนามใต้และสหรัฐฯ.64 อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารครั้งนี้ไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคง แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองกัมพูชาอย่างเต็มรูปแบบ63 สมเด็จพระนโรดม สีหนุซึ่งลี้ภัยอยู่ในจีน ได้เรียกร้องให้ประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลใหม่53 การประท้วงและจลาจลเกิดขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ติดกับเขตอิทธิพลของเวียดนามเหนือและเวียดกง59 เหตุการณ์นี้รวมถึงการสังหารลอน นิล น้องชายของลอน นอล โดยฝูงชนที่โกรธแค้น59 การรัฐประหารครั้งนี้จึงไม่ได้แก้ไขปัญหา แต่กลับทำให้ความขัดแย้งภายในประเทศทวีความรุนแรงขึ้น และสร้างช่องว่างให้กลุ่มเขมรแดงสามารถเติบโตและยึดอำนาจได้ในที่สุด

7.2 การขึ้นสู่อำนาจของเขมรแดง: ปัจจัยที่เอื้ออำนวยและบทบาทของสงครามกลางเมือง

เขมรแดง ซึ่งเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์หัวรุนแรง นำโดยพล พต สามารถยึดอำนาจการปกครองกัมพูชาได้ในเดือนเมษายน 1975 และเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นกัมพูชาประชาธิปไตย66 การขึ้นสู่อำนาจของพวกเขาเป็นผลมาจากปัจจัยหลายประการที่ผสานรวมกันอย่างซับซ้อน:

  • สงครามกลางเมือง: กัมพูชาตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาตั้งแต่ปี 197067 ความวุ่นวายที่ยืดเยื้อนี้ทำให้รัฐบาลลอน นอลอ่อนแอลงและขาดความนิยม68
  • การทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ: การทิ้งระเบิดอย่างหนักของสหรัฐฯ ในชนบทของกัมพูชาระหว่างปี 1970-1973 61 เพื่อทำลายฐานที่มั่นของเวียดนามเหนือ ได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน61 เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความโกลาหลและความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ซึ่งเขมรแดงใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อและระดมกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพ61
  • การเป็นพันธมิตรกับสีหนุ: หลังจากถูกโค่นอำนาจ สมเด็จพระนโรดม สีหนุได้ทรงเป็นพันธมิตรกับเขมรแดงและจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น.53 การสนับสนุนจากอดีตประมุขของประเทศได้มอบความชอบธรรมให้กับเขมรแดงในสายตาของประชาชนจำนวนมาก และช่วยให้พวกเขาสามารถขยายอิทธิพลได้อย่างรวดเร็ว.
  • การสนับสนุนจากจีนและเวียดนามเหนือ: เขมรแดงได้รับการสนับสนุนอย่างมากทั้งด้านการเงินและอาวุธจากจีน.69 นอกจากนี้ กองทัพปฏิวัติกัมพูชาของเขมรแดงยังได้รับการสนับสนุนจากกองทัพประชาชนเวียดนาม (PAVN) และเวียดกงในช่วงปลายทศวรรษ 196069 กองกำลังเวียดนามเหนือยังได้รุกรานกัมพูชาในปี 1970 ตามคำร้องขอของผู้นำเขมรแดง.51
  • การแสวงหาประโยชน์จากความไม่พอใจ: เขมรแดงสามารถใช้ประโยชน์จากความไม่พอใจในสังคม โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างชาวเมืองที่ร่ำรวยกับชาวชนบทที่ยากจน 32 ซึ่งทำให้กัมพูชามีความอ่อนไหวต่อการปฏิวัติอย่างยิ่ง

การขึ้นสู่อำนาจของเขมรแดงจึงเป็นผลพวงจาก "พายุที่สมบูรณ์แบบ" ของความอ่อนแอภายใน การแทรกแซงจากภายนอก และการใช้ประโยชน์จากความไม่พอใจของประชาชน. อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าขันอย่างยิ่งที่กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามและจีน และได้รับความชอบธรรมจากสีหนุ กลับนำพากัมพูชาไปสู่การทำลายล้างตนเองอย่างเป็นระบบ และในที่สุดก็ทำสงครามกับอดีตพันธมิตรอย่างเวียดนาม.71 สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติที่คาดเดาไม่ได้และมักจะทำลายตนเองของอุดมการณ์หัวรุนแรงเมื่อได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จ.

7.3 ระบอบประชาธิปไตยกำปูเจีย: อุดมการณ์, นโยบาย, การอพยพออกจากเมือง, การทำนารวม, และการเปลี่ยนแปลงสังคม

ระบอบประชาธิปไตยกำปูเจีย ภายใต้การปกครองของเขมรแดง (1975-1979) 67 เป็นยุคสมัยที่โดดเด่นด้วยอุดมการณ์คอมมิวนิสต์หัวรุนแรงที่ผสมผสานกับชาตินิยมเขมรแบบสุดโต่ง.69 อุดมการณ์นี้ได้รับอิทธิพลจากลัทธิเหมา และมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมเกษตรกรรมที่ไร้ชนชั้นและพึ่งพาตนเองอย่างสมบูรณ์65

นโยบายหลักของระบอบนี้รวมถึง:

  • การอพยพออกจากเมือง: เขมรแดงสั่งอพยพประชาชนเกือบทั้งหมดออกจากกรุงพนมเปญและเมืองใหญ่อื่น ๆ ไปยังชนบททันทีที่ยึดอำนาจได้68 การอพยพครั้งนี้ทำให้ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิตระหว่างทาง โดยเฉพาะผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็ก52
  • การทำนารวม: ประชากรที่ถูกอพยพออกจากเมืองถูกจัดให้อยู่ในคอมมูนเกษตรกรรมร่วมกับชาวนาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลผลิตอาหารอย่างมหาศาล.68 เขมรแดงคาดหวังผลผลิตข้าวสูงถึง 3 ตันต่อเฮกตาร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติมาก.69 การขาดความรู้ด้านการเกษตรของชาวเมืองเก่า ทำให้เกิดภาวะอดอยากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.69 แรงงานต้องทำงานหนักเป็นเวลานาน โดยขาดการพักผ่อนและอาหารที่เพียงพอ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตจำนวนมากจากการอ่อนเพลีย ความเจ็บป่วย และความอดอยาก.68
  • การยกเลิกระบบเงินตรา ตลาด และทรัพย์สินส่วนบุคคล: เขมรแดงมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมคอมมิวนิสต์ที่บริสุทธิ์โดยการยกเลิกระบบเงินตรา การค้า และทรัพย์สินส่วนบุคคลในทันที.52 ธนาคารถูกปล้นและทำลายสกุลเงินและบันทึกทั้งหมด.69
  • การเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างรุนแรง: ระบอบนี้มุ่งเป้าไปที่การสร้างสังคมที่ไร้การแข่งขัน 67 โดยให้ความสำคัญกับชาวนาที่ยากจนที่สุด.52 โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านค้า สำนักงาน และวัดวาอารามถูกปิดทั้งหมด.52 ทุกคนถูกบังคับให้สวมเสื้อผ้าชาวนา.52 ครอบครัวดั้งเดิมถูกทำลาย และมีการส่งเสริมหน่วยครอบครัวเดี่ยวขนาดเล็ก.69 การแต่งงานต้องได้รับการอนุญาตและถูกจัดขึ้นโดยรัฐ.68 ภาษาเขมรถูกปฏิรูปเพื่อยกเลิกการบ่งชี้สถานะทางสังคม.69
  • การต่อต้านปัญญาชนและการกวาดล้าง: เขมรแดงมีนโยบายต่อต้านปัญญาชนอย่างรุนแรง โดยสังหารผู้ที่มีการศึกษา แพทย์ ทนายความ นักเขียน ศิลปิน นักเรียน และอดีตเจ้าหน้าที่ทหาร/ตำรวจ.67 ผู้ที่โอ้อวดความสำเร็จทางการศึกษาอาจถูกสังหาร.69 นอกจากนี้ ยังมีการกวาดล้างบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนจากเวียดนาม และกวาดล้างสมาชิกพรรคที่ถูกสงสัยทางการเมือง.69

การพยายามดำเนินการวิศวกรรมทางสังคมแบบสุดขั้วนี้ นำไปสู่ความทุกข์ทรมานอย่างมหาศาลและการเสียชีวิตของผู้คนประมาณ 1.5-3 ล้านคน จากความอดอยาก การใช้แรงงานบังคับ และการประหารชีวิต.67 ความล้มเหลวอย่างหายนะของการทดลองทางสังคมนี้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ทำลายล้างของการนำอุดมการณ์สุดโต่งมาใช้โดยไม่คำนึงถึงชีวิตมนุษย์ โครงสร้างสังคมที่มีอยู่ หรือความรู้เชิงปฏิบัติ.

7.4 การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชาและทุ่งสังหาร: จำนวนผู้เสียชีวิต, กลุ่มเป้าหมาย, และวิธีการสังหาร

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา ดำเนินการโดยเขมรแดงภายใต้การนำของพล พต ระหว่างปี 1975 ถึง 1979 72 ถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ.

จำนวนผู้เสียชีวิต:

ประมาณการผู้เสียชีวิตภายใต้ระบอบเขมรแดงอยู่ระหว่าง 1.5 ถึง 2 ล้านคน 72 ซึ่งคิดเป็นเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมดของกัมพูชาในปี 1975.69 บางแหล่งประมาณการไว้สูงถึง 3 ล้านคน.74

ตารางที่ 1: ประมาณการผู้เสียชีวิตภายใต้ระบอบเขมรแดง

กลุ่มเป้าหมาย/สาเหตุการเสียชีวิต

ประมาณการจำนวนผู้เสียชีวิต

หมายเหตุ

แหล่งข้อมูล

รวมทั้งหมด

1.5 - 2 ล้านคน

คิดเป็น 21-25% ของประชากรปี 1975

69

ชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน

200,000 - 300,000 คน

 

72

ชาวมุสลิม (จาม)

90,000 คน

 

72

ชาวกัมพูชาเชื้อสายเวียดนาม

20,000 คน

 

72

ชายเขมร

33.5% ของประชากรชายปี 1975

 

72

หญิงเขมร

15.7% ของประชากรหญิงปี 1975

 

72

จากการประหารชีวิตโดยตรง

500,000 - 1 ล้านคน

คิดเป็น 60% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด

69

จากการใช้แรงงานบังคับ, ความอดอยาก, โรคระบาด

ส่วนที่เหลือจากยอดรวม

 

67

กลุ่มเป้าหมายและวิธีการสังหาร:

เขมรแดงมุ่งเป้าไปที่การสร้างสาธารณรัฐเกษตรกรรมสังคมนิยมอย่างรุนแรงตามนโยบายลัทธิเหมา.72 กลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายหลัก ได้แก่:

  • ผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเก่า: ผู้นำทางทหารและการเมืองของสาธารณรัฐเขมรในอดีต.72
  • ชนชั้นปัญญาชนและวิชาชีพ: ผู้นำธุรกิจ นักเขียน นักแสดง แพทย์ ทนายความ และปัญญาชน.67
  • กลุ่มชาติพันธุ์และศาสนา: ชาวพุทธ (โดยเฉพาะพระสงฆ์) ชาวจาม (มุสลิม) ชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน ชาวคริสต์ ชาวกัมพูชาเชื้อสายไทย และชาวกัมพูชาเชื้อสายเวียดนาม.69 วิหารคาทอลิกในพนมเปญถูกทำลาย ชาวมุสลิมถูกบังคับให้กินเนื้อหมู และนักบวชทางศาสนาถูกสังหาร.69
  • ผู้ที่ถูกมองว่าเป็น "ศัตรูทางเศรษฐกิจ": อดีตชาวเมืองที่ถูกมองว่าขาดความสามารถทางการเกษตร.69
  • สมาชิกพรรคที่ถูกสงสัย: มีการกวาดล้างและสังหารสมาชิกพรรคเขมรแดงเองที่ถูกสงสัยทางการเมือง.69

วิธีการสังหารและการทรมานที่ใช้โดยเขมรแดงนั้นโหดเหี้ยมและเป็นระบบ:

  • การทำให้เมืองว่างเปล่าและการบังคับย้ายถิ่นฐาน: ประชากรถูกบังคับให้อพยพออกจากเมืองใหญ่ไปยังค่ายแรงงานในชนบท.72
  • ค่ายแรงงาน: ในค่ายเหล่านี้มีการประหารชีวิตหมู่ การใช้แรงงานบังคับ การทำร้ายร่างกาย ความอดอยาก และโรคระบาด.72
  • ทุ่งสังหาร (Killing Fields): นักโทษจะถูกนำตัวไปยังทุ่งสังหาร เช่น อนุสรณ์เจิงแอ็ก (Choeung Ek) ซึ่งพวกเขาจะถูกประหารชีวิตและฝังในหลุมศพหมู่.72 เพื่อประหยัดกระสุน การประหารชีวิตมักใช้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น จอบ ไม้ตีศีรษะ มีดพร้า ขวาน หรือไม้ไผ่เหลาแหลม.72 ทารกและเด็กเล็กของเหยื่อผู้ใหญ่บางรายถูกฆ่าด้วยการเหวี่ยงศีรษะฟาดกับต้นไม้.72 มีการทำแผนที่หลุมฝังศพหมู่กว่า 23,745 หลุม ซึ่งมีเหยื่อประมาณ 1.3 ล้านคน.72
  • เรือนจำ: เขมรแดงดำเนินการเรือนจำอย่างน้อย 196 แห่ง โดยเรือนจำความมั่นคงที่ 21 (S-21) หรือตวลสเลง เป็นศูนย์กลางการทรมานและสอบสวนหลัก มีผู้ถูกคุมขังประมาณ 20,000 คน แต่มีเพียง 7 คนเท่านั้นที่รอดชีวิต.69
  • การลักพาตัวและปลูกฝังความคิดต่อเด็ก: เด็กถูกลักพาตัวและปลูกฝังความคิดให้ก่อการทารุณกรรม.72

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้เป็นผลมาจากความบริสุทธิ์ทางอุดมการณ์ที่นำไปสู่การทำลายล้างครั้งใหญ่ โดยมีแรงจูงใจจากความรู้สึกต่อต้านศาสนา ต่อต้านชาติพันธุ์ (โดยเฉพาะเวียดนามและจีน) ลัทธิชนชั้น และชาตินิยมเขมรอย่างรุนแรง.72 การสิ้นสุดของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นเมื่อเวียดนามบุกกัมพูชาในเดือนมกราคม 1979 และโค่นล้มระบอบเขมรแดง.71 หลังจากนั้น มีการจัดตั้งศาลคดีเขมรแดงเพื่อดำเนินคดีกับผู้นำที่รับผิดชอบต่ออาชญากรรมเหล่านี้.69


8. กัมพูชาหลังยุคเขมรแดง
 

8.1 สงครามกัมพูชา-เวียดนาม พ.ศ. 2521-2532: สาเหตุ, การบุกรุก, และผลลัพธ์

สงครามกัมพูชา-เวียดนาม ซึ่งเป็นความขัดแย้งด้วยอาวุธระหว่างกัมพูชาประชาธิปไตยที่นำโดยเขมรแดงกับสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 25 ธันวาคม 1978 และสิ้นสุดในปี 1989 ด้วยการถอนกำลังทหารเวียดนามออกจากกัมพูชา71 สงครามครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามอินโดจีนครั้งที่สามและรอยร้าวระหว่างจีน-โซเวียต โดยสหภาพโซเวียตสนับสนุนเวียดนาม และจีนหนุนหลังเขมรแดง71

สาเหตุของสงคราม:

แม้ทั้งสองประเทศจะเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามกับเขมรแดงกลับเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็วหลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง71 เขมรแดงภายใต้การนำของพล พต หวาดกลัวว่าเวียดนามจะพยายามจัดตั้งสหพันธรัฐอินโดจีนที่เวียดนามจะครอบงำ71 นอกจากนี้ เขมรแดงยังมีแนวคิดเรียกร้องดินแดน (irredentist sentiments) เหนือภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นดินแดนเขมรในอดีต.71 ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นจากการที่เขมรแดงบุกโจมตีเวียดนามซ้ำแล้วซ้ำเล่าและก่อการสังหารหมู่พลเรือนเวียดนามตามแนวชายแดน เช่น การสังหารหมู่ที่บาจุกในเดือนเมษายน 197871

การบุกรุกและผลลัพธ์:

ในวันที่ 25 ธันวาคม 1978 เวียดนามได้เปิดฉากบุกกัมพูชาอย่างเต็มรูปแบบด้วยกำลังพล 13 กองพล ประมาณ 150,000 นาย71 กองทัพเขมรแดงพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว สูญเสียกำลังพลไปครึ่งหนึ่งภายในสองสัปดาห์71 ในวันที่ 7 มกราคม 1979 กองทัพเวียดนามพร้อมด้วยสมาชิกแนวร่วมสามัคคีสงเคราะห์ชาติกัมพูชา (KUFNS) ซึ่งเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่ไม่พอใจเขมรแดง ได้เข้ายึดกรุงพนมเปญ71 การบุกรุกครั้งนี้ถือเป็นการยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวกัมพูชา ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1.2-2.8 ล้านคน71

หลังการยึดครองกรุงพนมเปญ เขมรแดงได้ล่าถอยไปยังป่าใกล้ชายแดนไทย และยังคงต่อสู้กับกองทัพเวียดนามและรัฐบาลกัมพูชาที่นิยมเวียดนาม โดยร่วมมือกับแนวร่วมปลดปล่อยชาติประชาชนเขมร (KPNLF) และพรรคฟุนซินเปก (FUNCINPEC)69 กลุ่มเหล่านี้ได้รวมตัวกันเป็นรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย (CGDK) ในปี 198271

เวียดนามไม่สามารถเอาชนะกองกำลังที่เหลือของเขมรแดงได้ และปัญหาภายในประเทศทำให้ต้องถอนทหารออกไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป71 กองทัพเวียดนามถอนกำลังออกทั้งหมดในเดือนกันยายน 1989.71 สงครามครั้งนี้ส่งผลให้เวียดนามถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมระหว่างประเทศและเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างหนัก เนื่องจากถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตร71 นอกจากนี้ สงครามยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการลดลงของพื้นที่ป่าในกัมพูชาและเวียดนาม71

8.2 สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (พ.ศ. 2522-2534): การฟื้นฟูและท้าทาย

หลังการโค่นล้มเขมรแดง เวียดนามได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ในกัมพูชาในชื่อ "สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา" (People's Republic of Kampuchea - PRK) ในเดือนมกราคม 1979.80 รัฐนี้เป็นรัฐคอมมิวนิสต์ที่นิยมลัทธิมาร์กซ์-เลนิน และถือเป็นรัฐบริวารของเวียดนาม.80

ในช่วงแรก PRK มุ่งเน้นการฟื้นฟูประเทศจากความเสียหายที่เกิดจากระบอบเขมรแดง มีการฟื้นฟูวัฒนธรรมและศาสนาที่ถูกทำลายไป.83 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่นี้เผชิญกับความท้าทายอย่างมาก:

  • การไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ: PRK ไม่ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติและประเทศส่วนใหญ่ในโลก ซึ่งยังคงให้การรับรองรัฐบาลผสมกัมพูชาประชาธิปไตย (CGDK) ของเขมรแดงและกลุ่มต่อต้านอื่น ๆ.82 การไม่ได้รับการยอมรับนี้ทำให้กัมพูชาถูกโดดเดี่ยวและประสบปัญหาในการฟื้นฟูประเทศ
     
  • สงครามกลางเมืองที่ดำเนินต่อไป: แม้เขมรแดงจะถูกโค่นอำนาจ แต่พวกเขายังคงต่อสู้กับรัฐบาล PRK โดยได้รับการสนับสนุนจากจีนและไทย.69 สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อนี้ทำให้ประเทศยังคงอยู่ในภาวะไม่มั่นคงและยากลำบาก82
     
  • ปัญหาผู้ลี้ภัย: การล่มสลายของเขมรแดงและการสู้รบที่ตามมาทำให้ชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องหลบหนีไปยังชายแดนไทย.82

ในช่วงสี่ปีสุดท้าย (1989-1991) สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "รัฐกัมพูชา" (State of Cambodia - SOC) เพื่อแสวงหาการยอมรับจากนานาชาติ และเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงระบบไปสู่การฟื้นฟูราชอาณาจักรกัมพูชา.83 การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่นำไปสู่การยุติสงครามกลางเมืองและการสร้างสันติภาพในที่สุด.

8.3 กระบวนการสันติภาพและการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์: บทบาทของสหประชาชาติและข้อตกลงสันติภาพปารีส

การสิ้นสุดสงครามเย็นและการถอนทหารเวียดนามออกจากกัมพูชาในปี 1989 71 ได้เปิดทางให้เกิดกระบวนการสันติภาพ. ในที่สุด การเจรจาระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ของกัมพูชาและประเทศที่เกี่ยวข้องได้นำไปสู่การลงนาม "ข้อตกลงสันติภาพปารีส" (Paris Peace Agreements) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 1991.85 ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองในกัมพูชาอย่างครอบคลุม และได้รับการลงนามโดย 19 ประเทศ.85

ตามข้อตกลงสันติภาพปารีส สหประชาชาติได้จัดตั้ง "องค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา" (United Nations Transitional Authority in Cambodia - UNTAC) ขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1992.87 UNTAC มีอาณัติที่กว้างขวางเพื่อฟื้นฟูสันติภาพและรัฐบาลพลเรือนในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองและสงครามเย็นมานานกว่าทศวรรษ.87 ภารกิจของ UNTAC รวมถึง:

  • การรักษาสันติภาพและการปลดอาวุธ: ดูแลการหยุดยิงและปลดอาวุธกองกำลังติดอาวุธของทุกฝ่าย.87
  • การจัดเลือกตั้ง: จัดการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและเป็นธรรมเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญใหม่.87
  • การบริหารพลเรือน: ดูแลและควบคุมกิจการที่สำคัญของรัฐบาล ทั้งการต่างประเทศ การป้องกันประเทศ การคลัง และการรักษาความสงบเรียบร้อย.87
  • การส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ: ดูแลการส่งผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นกลับสู่ภูมิลำเนา.89
  • การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน: ดำเนินการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ.89

ภายใต้การกำกับดูแลของ UNTAC การเลือกตั้งทั่วไปได้จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1993.87 ผลการเลือกตั้งนำไปสู่การฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในกัมพูชาในเดือนกันยายน 1993 โดยสมเด็จพระนโรดม สีหนุเสด็จขึ้นครองราชย์อีกครั้ง.90 การฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์และการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถือเป็นจุดสิ้นสุดของช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายและสงครามกลางเมืองที่ยาวนาน และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสันติภาพและการพัฒนาประเทศขึ้นมาใหม่.43

นอกจากนี้ กระบวนการสันติภาพยังรวมถึงการจัดตั้งศาลคดีเขมรแดง (Extraordinary Chambers in the Courts of Cambodia - ECCC) ในปี 2001 เพื่อดำเนินคดีกับผู้นำอาวุโสของเขมรแดงที่รับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้น.69

 

9. กัมพูชาในปัจจุบัน
 

9.1 พัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจ

กัมพูชาในปัจจุบันปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ.43 พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันตั้งแต่ปี 2004.43 การเมืองกัมพูชาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีเสถียรภาพมากขึ้น โดยมีพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของสมเด็จฮุน เซน (และปัจจุบันคือสมเด็จฮุน มาแนต) เป็นพรรคการเมืองที่โดดเด่นและมีอำนาจอย่างมาก.43

ในด้านเศรษฐกิจ กัมพูชาได้เห็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงกว่า 5% อย่างต่อเนื่อง (ยกเว้นช่วงล็อกดาวน์).30 ปัจจุบันกัมพูชาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ.95 อุตสาหกรรมหลักสองอันดับแรกคือ สิ่งทอและการท่องเที่ยว.95 ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักสำหรับประชากรในชนบทจำนวนมาก.95 นอกจากนี้ กัมพูชายังมีการค้นพบแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในทะเล.95 อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการ เช่น ความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการศึกษา การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ โดยเฉพาะในชนบทที่ยากจน และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอ.30 นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตและเศรษฐกิจที่พึ่งพาเงินทุนจากจีนอย่างมาก.30

9.2 ความขัดแย้งชายแดนกับประเทศไทย (ร่วมสมัย)

ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและยาวนาน มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์ การปักปันเขตแดนในยุคอาณานิคม และความรู้สึกชาตินิยมของทั้งสองฝ่าย.

9.2.1 ข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร

ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารเป็นหนึ่งในความขัดแย้งชายแดนที่โดดเด่นที่สุดระหว่างสองประเทศ. ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 11 บริเวณทิวเขาพนมดงรัก.40 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้ตัดสินในปี 1962 ว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตกัมพูชา และไทยมีพันธกรณีต้องถอนทหารออกจากพื้นที่.39

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังคงปะทุขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะในปี 2008 และ 2011 หลังกัมพูชาเสนอให้ยูเนสโกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว.40 การปะทะกันด้วยกำลังทหารเกิดขึ้นหลายครั้ง ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย23 ในปี 2013 ICJ ได้ตีความคำพิพากษาเดิมอีกครั้ง โดยยืนยันคำสั่งเดิมเฉพาะตัวปราสาท แต่ไม่รับการตีความพื้นที่พรมแดนโดยรอบปราสาท และสั่งให้ถอนทหารออกจากเขตปลอดทหารชั่วคราว.39

9.2.2 ปัญหาการปักปันเขตแดนอื่นๆ (เช่น เกาะกูด, สามเหลี่ยมมรกต)

นอกเหนือจากปราสาทพระวิหารแล้ว ยังมีปัญหาการปักปันเขตแดนในหลายพื้นที่ที่ยังคงดำเนินการอยู่โดยคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission).39

  • เกาะกูด: เป็นพื้นที่ที่มีการกล่าวอ้างถึงการทับซ้อนระหว่างพรมแดนทางทะเล ซึ่งมีพื้นที่ทับซ้อนมากกว่า 2.6 หมื่นตารางกิโลเมตร และส่งผลกระทบต่อการจัดการสัมปทานแหล่งพลังงาน.39 ฝ่ายไทยยืนยันว่าเกาะกูดเป็นของประเทศไทยตามสนธิสัญญาปี 190739
     
  • พื้นที่สามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก) และปราสาทตาเมือน/ตาควาย: ในเหตุการณ์ล่าสุดปี 2025 กัมพูชาได้อ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่กลุ่มปราสาทตาเมือน, ปราสาทตาควาย และพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต (ช่องบก) รวมถึงบริเวณใกล้เคียง.23 สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่อมีการบินล่วงล้ำน่านฟ้าและใช้จรวดโจมตีพื้นที่พลเรือนในฝั่งไทย ซึ่งนำไปสู่การปะทะกันด้วยกำลังทหาร96

9.2.3 ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปะทะชายแดน

ความขัดแย้งชายแดนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจและการค้าของทั้งสองประเทศ.97

  • ผลกระทบระยะสั้น: ธุรกิจรายย่อยข้ามแดนหยุดชะงัก ระบบโลจิสติกส์หยุดหรือเบี่ยงเบนเส้นทาง ทำให้ต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าเพิ่มขึ้น.97
  • ผลกระทบระยะกลาง: ผู้ส่งออกต้องหาตลาดหรือเส้นทางใหม่เพื่อทดแทนตลาดกัมพูชา อุตสาหกรรมไทยที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าจากกัมพูชา โดยเฉพาะมันสำปะหลัง ก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก.97
  • ผลกระทบระยะยาว: หากความขัดแย้งยืดเยื้อ จะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาจเกิดการโยกย้ายสถานประกอบกิจการ และส่งผลต่อการเลิกจ้างงาน.97 นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อภาคธุรกิจบริการและแรงงาน เนื่องจากชาวกัมพูชาจำนวนมากเดินทางข้ามมาฝั่งไทยเพื่อรักษาพยาบาลและทำงาน.97

ตารางที่ 2: สรุปความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่สำคัญ 

ช่วงเวลา/ปี

ประเด็นหลัก/สถานที่

สาเหตุ/บริบท

เหตุการณ์สำคัญ

ผลลัพธ์/สถานะปัจจุบัน

แหล่งข้อมูล

พ.ศ. 2100-2113

หัวเมืองตะวันออกของอยุธยา

เขมรฉวยโอกาสเมื่ออยุธยาติดศึกพม่า/เชียงใหม่

เขมรเข้าตีหัวเมือง, กวาดต้อนชาวอยุธยา

สยามปราบปราม, กวาดต้อนเชลยเขมรกลับ

23

พ.ศ. 2126

เมืองละแวก

เขมรไม่ซื่อสัตย์, โจมตีอยุธยา

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตีเมืองละแวก, กวาดต้อนประชากร

ละแวกถูกตี, กษัตริย์เขมรหนี/สวรรคต, กัมพูชาอ่อนแอ

23

พ.ศ. 2312-2314

เสียมราฐ, พระตะบอง, ตราด, จันทบุรี

เขมรแข็งข้อต่อสยาม (ธนบุรี), จลาจลภายใน, ฝักใฝ่ญวน

สยามยกทัพยึดเมือง, กวาดต้อนชาวเขมรหมื่นคน

สยามยึดเมือง, กวาดต้อนประชากร, เขมรเป็นเมืองขึ้น

23

พ.ศ. 2324

ดินแดนเขมร

สยามต้องการผนวกดินแดนเขมร

สยามยกทัพปราบเขมรที่ฝักใฝ่เวียดนาม

แผนผนวกดินแดนหยุดชะงักเพราะจลาจลในธนบุรี

23

พ.ศ. 2546

กรุงพนมเปญ (จลาจล)

ข่าวเท็จนักแสดงไทยกล่าวหานครวัดเป็นของไทย

สถานทูตไทยถูกเผา, ชาวไทยอพยพ, ลดระดับความสัมพันธ์

ความสัมพันธ์ทางการทูตลดระดับ, ห้ามรายการไทย

23

พ.ศ. 2551-2556

ปราสาทพระวิหาร

กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว, แผนที่ล้ำแดน

ปะทะทางทหาร, ICJ ตีความคำพิพากษา (2013)

ICJ ตัดสินพื้นที่รอบปราสาทเป็นของกัมพูชา, ถอนทหาร

23

พ.ศ. 2568

ปราสาทตาเมือนธม, ตาควาย, ช่องบก

กัมพูชาอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่กลุ่มปราสาท, UAV ล้ำแดน

กัมพูชาใช้จรวด BM-21 โจมตีพลเรือน, ไทยตอบโต้

สถานการณ์ตึงเครียด, มีผู้บาดเจ็บ/เสียชีวิต, ยังไม่มีหยุดยิง

23

ปัจจุบัน

เกาะกูด (พรมแดนทางทะเล)

พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล, การจัดการสัมปทานพลังงาน

การเจรจาปักปันเขตแดนร่วมยังดำเนินอยู่

ข้อพิพาทเรื่องการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ทับซ้อน

39


9.3 การเมืองการปกครองภายใต้ฮุน เซน และครอบครัว

สมเด็จฮุน เซน เป็นบุคคลสำคัญที่ครองอำนาจทางการเมืองในกัมพูชามาอย่างยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 1985 ถึง 2023  และปัจจุบันเป็นประธานวุฒิสภา  เส้นทางชีวิตของเขาเริ่มต้นจากลูกชาวนา ก่อนจะเข้าร่วมขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยมในปี 1970 ตามคำเรียกร้องของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ  และต่อมาได้แปรพักตร์จากเขมรแดงไปเวียดนามในปี 1977 เนื่องจากไม่พอใจระบอบการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์  การตัดสินใจครั้งนี้เปิดโอกาสให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ โดยได้รับความไว้วางใจจากผู้นำทหารเวียดนามและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งแนวร่วมกู้ชาติกัมพูชา    

การรวมศูนย์อำนาจและลักษณะการปกครอง
ภายใต้การนำของสมเด็จฮุน เซน พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ได้กลายเป็นพรรคการเมืองที่โดดเด่นและมีอำนาจอย่างมาก  ฮุน เซนได้สะสมอำนาจอย่างมหาศาล รวมถึงการมี "กองกำลังป้องกัน" ที่ถูกกล่าวหาว่าเทียบเคียงความสามารถของหน่วยทหารปกติของประเทศ ซึ่งมักถูกใช้เพื่อระงับการต่อต้านทางการเมือง  นักวิเคราะห์บางคนมองว่าการปกครองของเขาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีลักษณะเป็นเผด็จการมากขึ้น โดยมีการปราบปรามผู้เห็นต่าง สั่งจำคุกนักวิจารณ์ และบีบให้หลายคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ  แม้จะเผชิญกับคำวิจารณ์ด้านลบ แต่เขาก็เลือกที่จะปฏิเสธด้วยการอนุญาตให้จัดตั้งพรรคการเมืองขนาดเล็กอื่น ๆ เพื่ออ้างว่าเป็นประชาธิปไตยที่หลากหลาย  ฮุน เซนถูกมองว่าเป็น "ผู้บงการเจ้าเล่ห์ที่ทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมือง" และเป็น "เผด็จการ" ที่รวมศูนย์อำนาจและสร้างความมั่งคั่งส่วนตัวผ่านความรุนแรงและการทุจริต    

ในด้านนโยบาย ฮุน เซนได้นำพากัมพูชาผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ซึ่งช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ  เขามักใช้กระแสชาตินิยมและปลุกกระแสความกลัวการกลับมาของเขมรแดงในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อสร้างอิทธิพลต่อสังคมและรักษาอำนาจของพรรค 

การสืบทอดอำนาจสู่ตระกูลฮุน

สมเด็จฮุน เซน ได้วางแผนการสืบทอดอำนาจอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างราชวงศ์ทางการเมือง  โดยในปี 2018 เขาได้ประกาศเจตจำนงอย่างชัดเจนว่าจะให้  
ฮุน มาแนต บุตรชายคนโต เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  ฮุน มาแนต ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากเวสต์พอยต์ ได้ไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพอย่างรวดเร็ว รวมถึงการเป็นรองผู้บัญชาการทหารบกในปี 2009 และผู้บัญชาการทหารบกในปี 2019  เขายังมีบทบาทสำคัญในการดูแลกองกำลังกัมพูชาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงความขัดแย้งปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นโอกาสที่ฮุน เซนใช้ทดสอบความสามารถของบุตรชาย    

หลังการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2023 ที่พรรค CPP ชนะอย่างถล่มทลาย สมเด็จฮุน เซนได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเสนอชื่อฮุน มาแนตเป็นผู้สืบทอด  พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งฮุน มาแนตเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 7 สิงหาคม 2023 และรัฐสภากัมพูชามีมติรับรองเขาอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 สิงหาคม 2023    

นอกจากฮุน มาแนตแล้ว สมาชิกคนอื่น ๆ ในตระกูลฮุนก็มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างอำนาจ: ฮุน มานิธ บุตรชายคนที่สอง ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทหารภายใต้กระทรวงกลาโหม และรองผู้บัญชาการทหารบก ฮุน มานี บุตรชายคนเล็ก เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงข้าราชการพลเรือนฮุน มานา บุตรสาวคนโต ก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน    

การถ่ายโอนอำนาจนี้ยังรวมถึงการที่ครอบครัวการเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่น ตระกูลเตีย (Tea) ก็ได้ส่งต่อตำแหน่งสำคัญให้กับบุตรหลานของตนด้วย เพื่อรักษาเสถียรภาพและแบ่งปันผลประโยชน์ในหมู่ชนชั้นนำของพรรค CPP  การควบคุมหลักสูตรการศึกษาและการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างความนิยมในหมู่เยาวชนก็เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการรักษาอำนาจของตระกูลฮุน    

แม้ฮุน มาแนตจะขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด แต่เขายังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นและพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำที่แท้จริง และการก้าวออกจากเงาของบิดา

10. บทสรุป

ประวัติศาสตร์กัมพูชาเป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมและระบบบริหารจัดการที่ซับซ้อนได้ แต่ก็เป็นประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางต่อปัจจัยภายในและภายนอก. ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ถึงรากฐานทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง ไปจนถึงอาณาจักรฟูนันและเจนละที่รับอิทธิพลอินเดียเพื่อสร้างรัฐที่รุ่งเรือง ความสามารถในการปรับตัวและผสมผสานวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของพวกเขา. อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเส้นทางการค้าและโครงสร้างสังคมที่พึ่งพาการใช้แรงงานอย่างหนักได้กลายเป็นจุดอ่อนที่นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิขอม.

ยุคมืดของกัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานจากการเป็นรัฐกันชนระหว่างสยามและเวียดนาม ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียอธิปไตย ดินแดน และประชากรอย่างต่อเนื่อง. การเข้ามาของฝรั่งเศสในฐานะผู้คุ้มครองได้ช่วยรักษาสภาพความเป็นรัฐของกัมพูชาไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็แลกมาด้วยการสูญเสียอธิปไตยที่แท้จริงและการถูกแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ. การปักปันเขตแดนในยุคอาณานิคมได้ทิ้งมรดกของข้อพิพาทที่ยังคงส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามาจนถึงปัจจุบัน.

ช่วงหลังได้รับเอกราช กัมพูชาเผชิญกับความท้าทายอย่างมหาศาลจากสงครามเย็นและสงครามเวียดนาม การที่สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดอย่างหนักและการใช้เส้นทางโฮจิมินห์ในกัมพูชา ได้บ่อนทำลายความเป็นกลางและอธิปไตยของประเทศอย่างรุนแรง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขมรแดงขึ้นสู่อำนาจ. ระบอบเขมรแดงได้นำพากัมพูชาไปสู่ยุคแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งเป็นบทเรียนอันเจ็บปวดถึงผลลัพธ์ของการใช้อุดมการณ์สุดโต่ง.

แม้กัมพูชาจะได้รับการฟื้นฟูผ่านการแทรกแซงของเวียดนามและกระบวนการสันติภาพภายใต้สหประชาชาติ ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูระบอบกษัตริย์และประชาธิปไตย แต่ประเทศก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและปัญหาความขัดแย้งชายแดนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข. ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันยังคงได้รับอิทธิพลจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์และข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่ยังคงค้างคา. การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อันซับซ้อนนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมความร่วมมือและสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศในอนาคต.

ที่มา

  1. ประวัติศาสตร์ยุคแรกของกัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  2. ประวัติศาสตร์ภาษาและวัฒนธรรมประเทศกัมพูชา - TraveliGo, accessed July 25, 2025, https://th.traveligo.com/travel/asia/cambodia/history-language-culture
  3. Kingdom of Cambodia ราชอาณาจักรกัมพูชา - กองสื่อสารองค์กร, accessed July 25, 2025, https://pr.mcu.ac.th/?p=10630
  4. Funan - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Funan
  5. Chenla - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Chenla
  6. en.wikipedia.org, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Jayavarman_II
  7. “เหตุล่มสลาย” ของเขมรโบราณที่ยิ่งใหญ่ คืออะไร? - ศิลปวัฒนธรรม, accessed July 25, 2025, https://www.silpa-mag.com/history/article_145907
  8. Suryavarman II, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Suryavarman_II
  9. พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/Suryavarman_II
  10. พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_7
  11. นครธม - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A1
  12. เมืองพระนคร - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3
  13. Economic history of Cambodia - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Economic_history_of_Cambodia
  14. Post-Angkor period - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Post-Angkor_period
  15. ยุคมืดของกัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  16. ละแวก-อุดงค์มีชัย-พนมเปญ 3 ราชธานีเขมร หลังการล่มสลายของเมืองพระนคร I ประวัติศาสตร์นอกตำรา EP.95 - YouTube, accessed July 25, 2025, https://www.youtube.com/watch?v=HrEmfxwtQHo
  17. เมืองพระนคร บ้านเมืองล่มสลาย ผู้คนถูกกวาดต้อน อยุธยาบุกเขมร, accessed July 25, 2025, https://www.silpa-mag.com/history/article_86087
  18. ละแวก - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%81
  19. เที่ยวเมืองละแวก,เมืองประวัติศาสตร์ ,วัดตะแลงแกง,เจดีย์บนยอดเขาราชทรัพย์,อุดงมีชีย,กัมพูชา,Cambodia - YouTube, accessed July 25, 2025, https://www.youtube.com/watch?v=QLRDAZEP9tE
  20. อุดงมีชัย - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2
  21. เยี่ยมชมเมืองอูดง (Oudong) เมืองหลวงเก่าของกัมพูชา เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัด สถูป และประติมากรรมในสมัยโบราณ - มูลนิธิยุวทูตความดี, accessed July 25, 2025, http://www.yavf.or.th/yavf-media/%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%87-oudong-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/
  22. ประวัติศาสตร์ | Asian, accessed July 25, 2025, https://asianfoodofthai.wordpress.com/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2-kingom-of-cambodia/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C/
  23. ความสัมพันธ์กัมพูชา–ไทย - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E2%80%93%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
  24. 1 - สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, accessed July 25, 2025, https://3king.lib.kmutt.ac.th/KingTarksinCD/chapter15/page1.html
  25. การทูตไทย–กัมพูชาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น | สรุปใน 1 นาที - YouTube, accessed July 25, 2025, https://www.youtube.com/watch?v=h1csk5k_3qM
  26. Modern Cambodia Since 1863 | Oxford Research Encyclopedia of Asian History, accessed July 25, 2025, https://oxfordre.com/asianhistory/asianhistory/view/10.1093/acrefore/9780190277727.001.0001/acrefore-9780190277727-e-241
  27. ที่มาของขอมและการสร้างอาณาจักร ลำดับกษัตริย์ที่ปกครอง - YouTube, accessed July 25, 2025, https://www.youtube.com/watch?v=Fk9E36eKSWA
  28. ขอมอยู่ไหน? ไทยอยู่นั่น ขอมกับไทย ไม่พรากจากกัน - ศิลปวัฒนธรรม, accessed July 25, 2025, https://www.silpa-mag.com/history/article_94382
  29. ถิ่นฐานชาวขแมร์ ในรัตนโกสินทร์ อยู่ตรงไหน ทำอะไรกันบ้าง? - ศิลปวัฒนธรรม, accessed July 25, 2025, https://www.silpa-mag.com/history/article_100893
  30. Cambodia | globalEDGE, accessed July 25, 2025, https://globaledge.msu.edu/countries/cambodia/memo
  31. Full article: Historical Agrarian Change and its Connections to ..., accessed July 25, 2025, https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/14672715.2023.2298430
  32. The Rise and Fall of the Khmer Rouge Regime | Asia Pacific Curriculum, accessed July 25, 2025, https://asiapacificcurriculum.ca/learning-module/rise-and-fall-khmer-rouge-regime
  33. Modern Cambodia Since 1863 | Oxford Research Encyclopedia of ..., accessed July 25, 2025, https://oxfordre.com/asianhistory/display/10.1093/acrefore/9780190277727.001.0001/acrefore-9780190277727-e-241?p=emailAO/eaq6WymFg.&d=/10.1093/acrefore/9780190277727.001.0001/acrefore-9780190277727-e-241
  34. en.wikipedia.org, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/French_protectorate_of_Cambodia#:~:text=The%20protectorate%20was%20established%20in,the%20French%20protectorate%20on%20Cambodia.
  35. 11 สิงหาคม 1863 - กัมพูชาทำสนธิสัญญา รับสถานะรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส - the standard, accessed July 25, 2025, https://thestandard.co/onthisday11081863/
  36. กัมพูชาในอารักขาของฝรั่งเศส - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%AA
  37. Economic and Social Impacts of Imperialism in Indochina | World ..., accessed July 25, 2025, https://courses.lumenlearning.com/suny-worldhistory/chapter/27-4-3-economic-and-social-impacts-of-imperialism-in-indochina/
  38. Cambodia - The Colonial Economy - Country Studies, accessed July 25, 2025, https://countrystudies.us/cambodia/12.htm
  39. ชายแดนไทย–กัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E2%80%93%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  40. กรณีพิพาทพรมแดนไทย–กัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E2%80%93%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  41. Kingdom of Cambodia (1953–1970) - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Kingdom_of_Cambodia_(1953%E2%80%931970)
  42. 9​ พฤศจิกายน พ.ศ. 1954 ประเทศกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส - library SSRU, accessed July 25, 2025, https://library.ssru.ac.th/news/view/s09116401
  43. ประเทศกัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  44. Cambodia - The Struggle for Independence - Country Studies, accessed July 25, 2025, https://countrystudies.us/cambodia/14.htm
  45. www.britannica.com, accessed July 25, 2025, https://www.britannica.com/biography/Norodom-Sihanouk#:~:text=Norodom%20Sihanouk%20(born%20October%2031,head%20of%20state%2C%20and%20president.
  46. Norodom Sihanouk | Biography & Facts | Britannica, accessed July 25, 2025, https://www.britannica.com/biography/Norodom-Sihanouk
  47. พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ สละราชย์มาเป็นนายก เกิดอะไรในกัมพูชา, accessed July 25, 2025, https://www.silpa-mag.com/history/article_27388
  48. เจ้านโรดม สีหนุ กับนโยบายความเป็นกลางของกัมพูชา Norodom Sihanouk and Cambodian Non-alignment Policy | Shopee Thailand, accessed July 25, 2025, https://shopee.co.th/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%A1-%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2-Norodom-Sihanouk-and-Cambodian-Non-alignment-Policy-i.54033340.20447066342
  49. นโยบาย เป็นกลาง ของ กัมพูชา ใน สมัย รัฐบาล เจ้า นโรดม สี หนุ, accessed July 25, 2025, https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:116490
  50. ลำดับพระราชประวัติและบทบาทที่น่าสนใจของพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ | ประชาไท, accessed July 25, 2025, http://prachatai.com/journal/2013/02/45123
  51. รัฐประหารในประเทศกัมพูชา พ.ศ. 2513 - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2513
  52. Cambodia - Civil War, Khmer Rouge, Genocide | Britannica, accessed July 25, 2025, https://www.britannica.com/place/Cambodia/Civil-war
  53. Full article: The relational archive of the Khmer Republic (1970–1975): re-visiting the 'coup' and the 'civil war' in Cambodia through written sources - Taylor and Francis, accessed July 25, 2025, https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/0967828X.2021.1989987
  54. The Vietnam War: An Analysis of History, Causes, and Impacts, accessed July 25, 2025, https://influence-journal.com/index.php/influence/article/download/162/152/226
  55. Targeting Ho Chi Minh Trail | Nautilus Institute for Security and Sustainability, accessed July 25, 2025, https://nautilus.org/essentially-annihilated/essentially-annihilated-targeting-ho-chi-minh-trail/
  56. Ho Chi Minh trail - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Ho_Chi_Minh_trail
  57. The Shadow War in Cambodia | Air & Space Forces Magazine, accessed July 25, 2025, https://www.airandspaceforces.com/article/the-shadow-war-in-cambodia/
  58. History of Cambodia. Timelines, ancient and modern Cambodia, accessed July 25, 2025, https://www.countryreports.org/country/Cambodia/expandedhistory.htm?countryid=43&hd=re653.aspx&kh0027)
  59. Cambodian Civil War - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Cambodian_Civil_War
  60. สหรัฐอเมริกาเริ่มทิ้งระเบิดกัมพูชา | นิทรรศการประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของอุษาค ..., accessed July 25, 2025, https://www.sac.or.th/exhibition/aseantimeline/2512-%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%94sihanouk-trail/
  61. Review and Analysis: United States Secret Wars in Cambodia: Long ..., accessed July 25, 2025, https://www.scirp.org/journal/paperinformation?paperid=126267
  62. National emergency declared in Cambodia | March 19, 1970 ..., accessed July 25, 2025, https://www.history.com/this-day-in-history/march-19/national-emergency-declared-in-cambodia
  63. บ ท บ า ท ข อ ง ท ห า ร ใ น ก า ร เ มื อ ง กั ม พู ช า - หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สำหรับนักบริหาร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, accessed July 25, 2025, http://www.mpe.ru.ac.th/IS/MPE19/6014812034.pdf
  64. Before the Holocaust: The Coup - EdWeb, accessed July 25, 2025, http://www.edwebproject.org/sideshow/history/coup.html
  65. สงครามกลางเมืองกัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  66. รำลึก 50 ปี เขมรแดงยึดพนมเปญ | ทันโลก EXPRESS | 17 เม.ย. 68, accessed July 25, 2025, https://www.youtube.com/watch?v=adCaIcJZuQw
  67. Genocide In Cambodia - Holocaust Museum Houston, accessed July 25, 2025, https://hmh.org/library/research/genocide-in-cambodia-guide/
  68. Khmer Rouge Comes to Power in Cambodia | EBSCO Research ..., accessed July 25, 2025, https://www.ebsco.com/research-starters/politics-and-government/khmer-rouge-comes-power-cambodia
  69. Khmer Rouge - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Khmer_Rouge
  70. Cambodia | Holocaust and Genocide Studies | College of Liberal Arts, accessed July 25, 2025, https://cla.umn.edu/chgs/holocaust-genocide-education/resource-guides/cambodia
  71. Cambodian–Vietnamese War - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Cambodian%E2%80%93Vietnamese_War
  72. การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุชาวเขมร - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C%E0%B8%B8%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3
  73. เขมรแดง - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87
  74. 40 Years After the Fall of the Khmer Rouge, Cambodia Still Grapples With Pol Pot's Brutal Legacy - Time Magazine, accessed July 25, 2025, https://time.com/5486460/pol-pot-cambodia-1979/
  75. “เขมรแดง” ความโหดร้ายในประวัติศาสตร์กัมพูชา | โลกวิวัฒน์ Podcast EP.87 - YouTube, accessed July 25, 2025, https://www.youtube.com/watch?v=5BhsSb0b_KE&pp=0gcJCfwAo7VqN5tD
  76. กำเนิดเขมรแดง ยุคมืดมนที่ไม่ต้องการคนมีความรู้ | รู้ไว้ใช่ว่า - YouTube, accessed July 25, 2025, https://www.youtube.com/watch?v=Bpm-OSlxvX4
  77. Killing Fields - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Killing_Fields
  78. การท างานของพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และ ทุ่งสังหารผ่านความปรองดองในประเทศกัมพูชา - thaijo.org, accessed July 25, 2025, https://so04.tci-thaijo.org/index.php/kjss/article/download/242688/164902/837984
  79. "กัมพูชา" มหากาพย์แห่งอารยธรรม โศกนาฏกรรม และการต่อสู้ - Thai PBS, accessed July 25, 2025, https://www.thaipbs.or.th/news/content/353586
  80. People's Republic of Kampuchea - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/People%27s_Republic_of_Kampuchea
  81. กัมพูชา - ประวัติศาสตร์ - TH - ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, accessed July 25, 2025, https://southeastasia.sac.or.th/subject.php?c_id=2&sj_id=32
  82. Cambodian conflict (1979–1998) - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Cambodian_conflict_(1979%E2%80%931998)
  83. สาธารณรัฐประชามานิตกัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  84. Cambodia - THE PEOPLE'S REPUBLIC OF KAMPUCHEA - Country Studies, accessed July 25, 2025, https://countrystudies.us/cambodia/75.htm
  85. 1991 Paris Peace Agreements - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/1991_Paris_Peace_Agreements
  86. สนธิสัญญาสันติภาพปารีส (ค.ศ. 1991) - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA_(%E0%B8%84.%E0%B8%A8._1991)
  87. องค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%AB%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  88. en.wikipedia.org, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/United_Nations_Transitional_Authority_in_Cambodia
  89. UNITED NATIONS TRANSITIONAL AUTHORITY IN CAMBODIA (UNTAC), accessed July 25, 2025, https://peacekeeping.un.org/ru/mission/past/untac.htm
  90. พระมหากษัตริย์กัมพูชา - วิกิพีเดีย, accessed July 25, 2025, https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2
  91. ทำไมระบอบกษัตริย์ของกัมพูชาจึงยังคงอยู่ได้โดยไม่ถูกล้มล้างโดยเขมรแดงครับ?? - Pantip, accessed July 25, 2025, https://pantip.com/topic/38416794
  92. กัมพูชา - กรมเอเชียตะวันออก, accessed July 25, 2025, https://eastasia.mfa.go.th/th/page/%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2?menu=632d4e71b615832fef42b692
  93. การเมืองในระบบรัฐสภาของราชอาณาจักรกัมพูชา - thaijo.org, accessed July 25, 2025, https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RJPJ/article/download/244476/168694
  94. สรุปภาวะเศรษฐกิจและการเงินกัมพูชา, accessed July 25, 2025, https://www.bot.or.th/content/dam/bot/documents/th/our-roles/international-cooperation/clmv-econ/cambodia/cambodia-EconomicOutlook-2564-65.pdf
  95. Economy of Cambodia - Wikipedia, accessed July 25, 2025, https://en.wikipedia.org/wiki/Economy_of_Cambodia
  96. สรุป 24 ชั่วโมง เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา สมช. ให้อพยพปชช. พ้นรัศมี ..., accessed July 25, 2025, https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/858981
  97. วิเคราะห์ “ผลกระทบ” เศรษฐกิจชายแดน “ไทย-กัมพูชา” | Thai PBS News ..., accessed July 25, 2025, https://www.thaipbs.or.th/news/content/353207
  • Video 1
  • Video 2