
WEF เผยจุดเปลี่ยนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก โอกาสทองของผู้ประกอบการไทย
11 กรกฎาคม 2568
Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS
World Economic Forum เตือนภาคธุรกิจอยู่ "จุดเปลี่ยน" แนะดึงดูดนักท่องเที่ยวอินเดีย-จีนที่จะคิดเป็น 25% ของตลาดโลก พร้อมจับเทรนด์ Wellness-Ecotourism ที่เติบโตสองหลัก
องค์การเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) เผยสัญญาณชัดเจนแล้วว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในรอบทศวรรษ ด้วยมูลค่าตลาดที่คาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 16 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับโครงสร้างรากฐานของทั้งอุตสาหกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวนานาชาติ
รายงาน "Travel and Tourism at a Turning Point" ที่ WEF เผยแพร่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้วาดภาพอนาคตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยทั้งโอกาสและความท้าทาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ การเกิดขึ้นของเซ็กเมนต์ตลาดใหม่ที่เติบโตในอัตราสองหลัก และการปรับตัวของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการให้บริการอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดนักท่องเที่ยวโลก ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 นักท่องเที่ยวจากอินเดียและจีนจะคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 25% ของการเดินทางระหว่างประเทศทั้งหมด โดยนักท่องเที่ยวอินเดียจะเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่จีนเพิ่มขึ้น 2 เท่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่หมายถึงปริมาณที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็น Millennials และ Generation Z ซึ่งมีพฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีและความคาดหวังต่อประสบการณ์การเดินทางที่แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง
สำหรับผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายในเวลาเดียวกัน ในด้านโอกาส ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียและจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ มาพร้อมกับกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นและความต้องการประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย
ขณะเดียวกัน ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ดีระหว่างไทยกับทั้งสองประเทศ ทำให้ไทยมีข้อได้เปรียบในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ หากสามารถปรับกลยุทธ์การตลาดและการให้บริการให้เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายใหม่
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่เหล่านี้มีความคาดหวังสูงต่อการใช้เทคโนโลยี ความยั่งยืนของการท่องเที่ยว และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์และสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการส่วนบุคคล ผู้ประกอบการที่ยังคงใช้วิธีการแบบเก่าหรือไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับเทรนด์ใหม่ อาจเสียโอกาสในการแข่งขันไปให้กับคู่แข่งที่พร้อมลงทุนและพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดใหม่ นอกจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดหลักแล้ว การเกิดขึ้นของเซ็กเมนต์ท่องเที่ยวใหม่ที่เติบโตในอัตราสองหลักก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม ตลาด Wellness Tourism ที่เติบโต 8% ต่อปี
สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและจิต ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ด้วยภูมิปญญาการแพทย์แผนไทย สปา และโยคะที่มีชื่อเสียงมายาวนาน
Ecotourism เติบโตต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน Ecotourism ที่เติบโต 14% ต่อปีและคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 760 พันล้านดอลลาร์ในปี 2032 ก็เป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม หากสามารถพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เน้นการอนุรักษ์และการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมและพร้อมจ่ายเงินเพิ่มเติมเพื่อประสบการณ์ที่มีความหมาย ตลาด Sports Tourism ที่เติบโต 16% ต่อปีและคาดว่าจะมีมูลค่าโตจากมากกว่า 609 พันล้านดอลลาร์ในปัจจุบันเป็น 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2032 ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ไทยควรพิจารณา โดยเฉพาะการจัดงานกีฬาระดับนานาชาติ การท่องเที่ยวเชิงกีฬาผจญภัย และการท่องเที่ยวเพื่อชมการแข่งขันกีฬา ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมไทยให้เป็นศูนย์กลางการกีฬาของภูมิภาค การเติบโตของตลาด MICE Tourism ที่ 9% ต่อปี จากมูลค่า 870 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ก็แสดงให้เห็นว่าแม้จะมีเทคโนโลยีการประชุมออนไลน์ แต่การพบปะแบบเผชิญหน้ายังคงมีคุณค่าและความต้องการสูง ไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการประชุมและแสดงสินค้าที่ดี รวมถึงการบริการที่มีมาตรฐาน สามารถใช้ประโยชน์จากเทรนด์นี้ได้เป็นอย่างดี
ประเด็นของเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสนใจ ด้วยตลาดเทคโนโลยีท่องเที่ยวที่มีมูลค่า 10.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโต 7.5% ต่อปีจนเกือบเป็น 2 เท่าภายในปี 2033 ประกอบกับข้อมูลที่ระบุว่า 91% ของผู้ตัดสินใจด้านเทคโนโลยีในธุรกิจท่องเที่ยวคาดว่าจะเพิ่มการลงทุนในระดับปานกลางถึงสูง การลงทุนในเทคโนโลยีที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นเพื่อการแข่งขัน

การประยุกต์ใช้ Artificial Intelligence และ Machine Learning
การประยุกต์ใช้ Artificial Intelligence และ Machine Learning เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการส่วนบุคคล การใช้ Internet of Things เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและประหยัดพลังงาน รวมถึงการนำ Biometric Technology มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์การเช็คอินที่รวดเร็วและปลอดภัย ล้วนเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจะขึ้นอยู่กับการวางแผนที่รอบคอบและการลงทุนที่เหมาะสม โดยต้องคำนึงถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ความพร้อมของบุคลากร และผลตอบแทนจากการลงทุน การลงทุนในเทคโนโลยีโดยไม่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจนอาจทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม คือ บทบาทของธุรกิจขนาดกลางและเล็กในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งคิดเป็น 80% ของธุรกิจทั้งหมดและเป็นแกนสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่แท้จริงให้กับนักท่องเที่ยว 75% ที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุน SMEs เหล่านี้ จะได้เปรียบในการสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ความท้าทายด้านความยั่งยืนก็เป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากภาคท่องเที่ยวสร้างขยะ 1.6 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก 2 เท่า และใช้พลังงาน 10% ของการใช้งานโลก ปัญหา "Overtourism" ที่อัตราส่วนนักท่องเที่ยวต่อคนท้องถิ่นในเมืองยอดฮิตอาจเพิ่มขึ้น 50% ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ต้องหาทางแก้ไข การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น จึงไม่ใช่เพียงแค่การตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึก แต่ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความร่วมมือกับชุมชนท้องถิ่น จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและสร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาว
ท้ายที่สุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกนี้ เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทย ผู้ที่สามารถปรับตัวได้เร็ว มีวิสัยทัศน์ในการลงทุนและพัฒนา และเข้าใจความต้องการของตลาดใหม่ จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาดขนาด 16 ล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต ขณะที่ผู้ที่ยังคงใช้วิธีการเก่าและไม่พร้อมปรับเปลี่ยน อาจพบว่าตนเองตกขบวนในโลกของการท่องเที่ยวยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น จึงไม่ใช่เพียงแค่การตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีจิตสำนึก แต่ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว
ที่มา: WEF รายงาน "Travel and Tourism at a Turning
