จาก F1 สู่ฟุตบอล: Mike Sansoni กับภารกิจเปลี่ยนแมนยูด้วย AI

จาก F1 สู่ฟุตบอล: Mike Sansoni กับภารกิจเปลี่ยนแมนยูด้วย AI

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

ในโลกธุรกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การตัดสินใจขององค์กรไม่ได้พึ่งพาเพียงประสบการณ์หรือสัญชาตญาณอีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลมหาศาลเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงลึกจากข้อมูลมหาศาลเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ล่าสุด สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดนี้อย่างชัดเจน ด้วยการแต่งตั้ง Mike Sansoni อดีตวิศวกรจากทีมแข่งรถ Formula 1 ของ Mercedes-AMG Petronas ให้ดำรงตำแหน่ง Director of Data ซึ่งถือเป็นบทบาทใหม่ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ขององค์กรกีฬาแห่งนี้

จากสนามแข่ง F1 สู่สนามฟุตบอล

Mike Sansoni ไม่ได้มาจากแวดวงฟุตบอล แต่เขาคือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมแข่งรถ Mercedes-AMG Petronas ที่คว้าแชมป์โลก F1 ถึง 8 สมัยในช่วงเวลา 11 ปีที่เขาทำงานอยู่ที่นั่น ในฐานะ Senior Performance Engineer เขามีหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลกว่า 1.5–3 เทราไบต์ต่อสุดสัปดาห์การแข่งขัน เพื่อปรับแต่งรถแข่งให้เหมาะสมกับสภาพสนามและกลยุทธ์ของนักแข่งระดับโลกอย่าง Lewis Hamilton

ความเชี่ยวชาญของเขาครอบคลุมตั้งแต่ Machine Learning, Advanced Modelling, ไปจนถึง Data Engineering ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในวงการฟุตบอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 

ทำไมแมนยูฯ ถึงเลือกคนจากนอกวงการ?

การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ภายใต้การนำของ CEO คนใหม่ Omar Berrada และกลุ่มเจ้าของร่วมอย่าง INEOS กลุ่มบริษัทเคมีภัณฑ์ระดับโลกข้ามชาติของอังกฤษ ที่มีแนวคิดในการนำความรู้ข้ามอุตสาหกรรมมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
ในโลกของ F1 การตัดสินใจทุกวินาทีต้องอิงจากข้อมูลที่แม่นยำและการคาดการณ์ที่ลึกซึ้ง ซึ่งเป็นแนวทางที่แมนยูฯ ต้องการนำมาใช้ในฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ฟอร์มนักเตะ, การป้องกันการบาดเจ็บ, การวางแผนกลยุทธ์ หรือแม้แต่การซื้อขายนักเตะ
Sansoni ได้เริ่มสร้างทีมงานด้านข้อมูลใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายน และมีส่วนร่วมในการเซ็นสัญญานักเตะอย่าง Matheus Cunha และ Bryan Mbeumo โดยอิงจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์ของแนวทางใหม่ที่เริ่มเห็นผลแล้ว
 

AI และข้อมูล: เครื่องมือเปลี่ยนเกมของวงการฟุตบอล

การใช้ข้อมูลร่วมกับ AI ในวงการฟุตบอลไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การนำมาใช้ในระดับโครงสร้างองค์กรอย่างที่แมนยูฯ กำลังทำ ถือเป็นการยกระดับแนวคิดนี้ไปอีกขั้น โดย AI สามารถช่วยสโมสรฟุตบอลได้ในหลายด้าน เช่น:
การวิเคราะห์ฟอร์มการเล่น

ใช้ AI วิเคราะห์วิดีโอการแข่งขันเพื่อประเมินประสิทธิภาพของนักเตะในแต่ละตำแหน่งอย่างละเอียดและแม่นยำ โดย AI สามารถติดตามการเคลื่อนที่ของนักเตะแต่ละคน, วิเคราะห์รูปแบบการเล่น, ประเมินความแม่นยำในการส่งบอล, การเข้าปะทะ, และการทำประตูได้ นอกจากนี้ยังสามารถระบุจุดแข็งและจุดอ่อนของนักเตะแต่ละราย เพื่อให้โค้ชสามารถวางแผนการฝึกซ้อมและปรับปรุงแท็กติกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด.

การป้องกันการบาดเจ็บ

การวิเคราะห์ข้อมูลจาก wearable devices มีบทบาทสำคัญในการช่วยทีมและนักกีฬาคาดการณ์ความเสี่ยงของการบาดเจ็บและปรับแผนการฝึกซ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุปกรณ์เหล่านี้ เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ หรือเซ็นเซอร์ที่ติดกับชุดกีฬา สามารถเก็บข้อมูลทางสรีรวิทยาของนักกีฬาได้อย่างต่อเนื่องและละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจ, คุณภาพการนอนหลับ, ระดับความเครียด, ระยะทางที่วิ่ง, ความเร็ว, จำนวนครั้งของการกระโดด, หรือแม้กระทั่งแรงกระแทกที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งไปยังระบบวิเคราะห์เพื่อประเมินสถานะปัจจุบันของนักกีฬา

เมื่อข้อมูลถูกรวบรวมและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ จะสามารถบ่งชี้ถึงสัญญาณเตือนล่วงหน้าของความอ่อนล้าสะสม (fatigue), การฟื้นตัวที่ไม่สมบูรณ์ (incomplete recovery), หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ 

การวางแผนกลยุทธ์

ใช้ Machine Learning ในการวิเคราะห์และระบุรูปแบบการเล่นของคู่แข่ง ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และแนวโน้มการเคลื่อนที่ของผู้เล่น เพื่อวางแผนการรับมือที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการแข่งขัน

การซื้อขายนักเตะ

การประเมินมูลค่าและศักยภาพของนักเตะอย่างครอบคลุมนั้นต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกจากหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นอายุ ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาในการใช้งานและโอกาสในการพัฒนา สถิติการเล่นที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นจำนวนประตูที่ทำได้, แอสซิสต์, ความแม่นยำในการส่งบอล, การเข้าปะทะ, หรือระยะทางที่วิ่งได้ ซึ่งสะท้อนถึงผลงานและบทบาทในสนาม ความเข้ากันได้กับทีมในแง่ของสไตล์การเล่น, ตำแหน่งที่ถนัด, และปรัชญาของโค้ชก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่านักเตะจะสามารถปรับตัวเข้ากับระบบและสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทีมได้ นอกจากนี้ ข้อมูลด้านสภาพร่างกาย, ประวัติอาการบาดเจ็บ, บุคลิกภาพนอกสนาม, และความมุ่งมั่นในการฝึกซ้อมก็เป็นองค์ประกอบที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพื่อให้ได้การประเมินที่แม่นยำและรอบด้านที่สุด

การบริหารแฟนคลับและธุรกิจ

การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ชมหรือแฟนคลับเป็นหัวใจสำคัญในการปรับกลยุทธ์ทางการตลาด การขายตั๋ว และการสื่อสารขององค์กรหรือสโมสรฟุตบอล เช่น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด การทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาอย่างไร พวกเขาใช้แพลตฟอร์มใดบ้าง ความสนใจของพวกเขาคืออะไร และอะไรคือปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อหรือมีส่วนร่วม จะช่วยให้สามารถสร้างแคมเปญที่มีประสิทธิภาพและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

 

สโมสรฟุตบอลที่ใช้ AI และ Data Analytics อย่างจริงจัง

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไม่ใช่สโมสรเดียวที่เดินหน้าสู่ยุคข้อมูล หลายสโมสรชั้นนำในยุโรปได้ลงทุนในเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง เช่น:

  • Liverpool FC: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลการเล่นเพื่อปรับแผนการฝึกซ้อมและการซื้อขายนักเตะ โดยมีทีม data science ที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้จัดการทีม
  • Brentford FC: เป็นหนึ่งในสโมสรที่ใช้ data-driven scouting อย่างเข้มข้นในการค้นหานักเตะราคาถูกแต่มีศักยภาพสูง
  • Brighton & Hove Albion: ใช้ AI ในการวิเคราะห์ tactical patterns และการพัฒนานักเตะเยาวชน
  • Bundesliga Clubs (เยอรมนี): ใช้ระบบวิเคราะห์วิดีโออัตโนมัติที่ลดเวลาการรีวิวเกมลงถึง 40%
  • Premier League Clubs: บางสโมสรใช้ AI ในการวิเคราะห์พฤติกรรมแฟนบอลเพื่อเพิ่มยอดขายสินค้าและตั๋วถึง 30%

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า 65% ของสโมสรฟุตบอลทั่วโลก ใช้ AI เพื่อปรับปรุงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และ 82% ของนักวิเคราะห์ข้อมูลกีฬา เชื่อว่า AI จะเป็นหัวใจของการค้นหานักเตะดาวรุ่งในอนาคต  

บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ

สำหรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการรายย่อย การแต่งตั้ง Mike Sansoni คือบทเรียนสำคัญว่า:

การดึงผู้มีความสามารถจากภายนอกวงการอุตสาหกรรมที่คุ้นเคย อาจเป็นก้าวสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่แท้จริงและแปลกใหม่ การเปิดรับมุมมองที่แตกต่างและประสบการณ์ที่หลากหลายจากผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบคิดเดิมๆ ของอุตสาหกรรมนั้นๆ สามารถนำมาซึ่งแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งอาจพลิกโฉมวิธีการทำงาน ผลิตภัณฑ์ หรือบริการได้อย่างไม่น่าเชื่อ บุคลากรภายนอกเหล่านี้มักจะไม่มีอคติจากข้อจำกัดหรือความเชื่อเก่าๆ ที่ฝังรากอยู่ในอุตสาหกรรม ทำให้พวกเขากล้าที่จะตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ และนำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาที่แหวกแนวและมีประสิทธิภาพสูง การผสมผสานความรู้และทักษะจากสาขาอื่นเข้ามา จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการคิดนอกกรอบ และผลักดันให้องค์กรก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง

การนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจ (Data-Driven Decision Making) ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรมากมายเท่านั้น แต่เป็นแนวคิดที่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับธุรกิจทุกขนาด ทุกประเภท และทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงองค์กรข้ามชาติ การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลช่วยให้ธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) การประยุกต์ใช้ข้อมูลอาจเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ เช่น การรวบรวมข้อมูลยอดขายรายวันเพื่อวิเคราะห์สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด หรือการติดตามพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การตลาด การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่ซับซ้อน เช่น สเปรดชีต หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีฟังก์ชันวิเคราะห์ในตัว ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่วิเคราะห์ข้อมูลการสั่งอาหารในแต่ละช่วงเวลา อาจพบว่าเมนูบางอย่างขายดีเป็นพิเศษในช่วงกลางวัน ทำให้สามารถวางแผนการจัดซื้อวัตถุดิบและจัดสรรพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในระดับองค์กรขนาดใหญ่ การใช้ข้อมูลมีความซับซ้อนและครอบคลุมมากกว่านั้น โดยมีการลงทุนในระบบ Business Intelligence (BI) และ Big Data Analytics เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และสร้างแบบจำลองจากข้อมูลจำนวนมหาศาลจากหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลการดำเนินงาน ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลตลาด และข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย การวิเคราะห์เหล่านี้ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเข้าใจภาพรวมของธุรกิจ คาดการณ์แนวโน้มในอนาคต และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ เช่น การขยายตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการปรับปรุงกระบวนการภายใน การตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลช่วยให้องค์กรสามารถระบุโอกาสทางธุรกิจที่ซ่อนอยู่ แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใด หัวใจสำคัญของการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจคือการเปลี่ยนจาก "การเดา" ไปสู่ "การเข้าใจ" การมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถเข้าถึงได้ จะช่วยให้การตัดสินใจมีเหตุผล มีหลักฐานรองรับ และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้น นอกจากนี้ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับเห็นความสำคัญของการใช้ข้อมูล และสามารถเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

 

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใด หัวใจสำคัญของการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจคือการเปลี่ยนจาก "การเดา" ไปสู่ "การเข้าใจ" การมีข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสามารถเข้าถึงได้ จะช่วยให้การตัดสินใจมีเหตุผล มีหลักฐานรองรับ

 

ในยุคที่ข้อมูลคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด การเปลี่ยนแปลงของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการไทยหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลและ AI ในการขับเคลื่อนธุรกิจของตนเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถอดรหัสความสำเร็จญี่ปุ่น พลิกโฉมโคเนื้อไทย

ถอดรหัสความสำเร็จญี่ปุ่น พลิกโฉมโคเนื้อไทย

26 กุมภาพันธ์ 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาความสำเร็จของอุตสาหกรรมโคเนื้อของญี่ปุ่น โดยเฉพาะเนื้อวากิว ที่ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการพัฒนาสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก

สยาม โคโคเพลลิ เปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL หนุน SME ไทยสู่ตลาดสากล โดยเฉพาะญี่ปุ่น

สยาม โคโคเพลลิ เปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL หนุน SME ไทยสู่ตลาดสากล โดยเฉพาะญี่ปุ่น

24 มีนาคม 2569

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

บริษัท สยาม โคโคเพลลิ จำกัด ก่อตั้งปี 2568 ผนึกธนาคารกรุงไทยและสภาหอการค้าฯ เปิดตัวแพลตฟอร์ม BIG ADVANCE GLOBAL ใช้ AI จับคู่ธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น เชื่อมคู่ค้ากว่า 60,000 ราย พร้อมโซลูชันการเงินครบวงจรและระบบ KYC คัดกรองความน่าเชื่อถือ หนุน SME ไทยบุกตลาดสากลอย่างมั่นใจและยั่งยืน

ทำไมเงินเดือน 20,000 บาท วันนี้ถึงจนกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน? AI มีคำตอบ พร้อมการปรับตัว

ทำไมเงินเดือน 20,000 บาท วันนี้ถึงจนกว่าเมื่อ 10 ปีก่อน? AI มีคำตอบ พร้อมการปรับตัว

11 มิถุนายน 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

"ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงบ่นว่าเงินเดือน 20,000 บาทไม่พอใช้ ทั้งที่รุ่นพ่อแม่เคยอยู่ได้ด้วยเงินน้อยกว่านี้?" เราขอให้ Claude AI ช่วยวิเคราะห์ปรากฏการณ์ "เงินเฟ้อซ่อนตัว" ที่ทำให้เงินเดือน 20,000 บาทในปี 2025 กลายเป็น "เงินเดือนจน" เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน และหาทางออกให้คนทำงานยุคใหม่

AI ก็ผิดได้: 5 หลุมพรางทำลายแบรนด์และ 5 ข้อควรระวัง

AI ก็ผิดได้: 5 หลุมพรางทำลายแบรนด์และ 5 ข้อควรระวัง

29 กรกฎาคม 2568

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

เมื่อ AI พลาด อาจทำลายธุรกิจของคุณได้ บทความนี้ชี้ 5 หลุมพรางจากมุมมองผู้บริโภคเมื่อ AI ทำผิดพลาด เช่น ผู้คนมักโทษ AI ก่อน หรือการโอ้อวดความสามารถ AI ยิ่งทำให้ถูกตำหนิหนักเมื่อล้มเหลว พร้อมแนะกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารแบรนด์ และวางแผนรับมือเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงและความเชื่อมั่นในยุคที่ AI มีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ