Sunday Recap 11-16 ส.ค. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์ ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ

Sunday Recap 11-16 ส.ค. 2568 : ข่าวธุรกิจ รอบประจำสัปดาห์ ทั้งข่าวไทยและ ข่าวต่างประเทศ

Business Leader / กองบรรณาธิการ THE LEADERS

เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอสะท้อนให้เห็นจากความผันผวนในตลาดหุ้นที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทำให้หลายรายต้องร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพื่อประคับประคองธุรกิจให้อยู่รอด

ในขณะที่ภาคส่วนเศรษฐกิจดั้งเดิมกำลังเผชิญความท้าทาย แต่ภาคอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีกลับยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจกับยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านนโยบายและมาตรการจูงใจต่างๆ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลก็เป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ฟินเทค หรือเทคโนโลยีคลาวด์ ซึ่งตอบรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ชีวิตแบบดิจิทัลมากขึ้น การเติบโตของภาคส่วนเหล่านี้ถือเป็นความหวังและแรงขับเคลื่อนใหม่ที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
 

1. ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

จากผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ Reuters คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยมีสัญญาณเงินเฟ้อที่ติดลบติดต่อกันสี่เดือนและการบริโภคภาคเอกชนที่ลดลงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีท่าทีคงอัตราฯ ภาพรวม เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาพบว่าการบริโภคภาคเอกชนหดตัว 0.3% และการส่งออกเดือนมิถุนายนลดลงเกือบ 5% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

เว็บไซต์อ้างอิง: Reuters
 

2. ตลาดทุนไทยเผชิญความผันผวน ผลจากเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้า

ตลาดทุนไทย (SET Index) มีความผันผวนสูง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าทั่วโลก ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และความตึงเครียดบริเวณชายแดน แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะปรับลดอัตราภาษีนำเข้าไทยจาก 36% เหลือ 19% แต่ภาพรวมยังคงมีปัจจัยลบหลายด้าน ธนาคารกลางไทยคาดว่า GDP ปี 2568 จะขยายตัว 2.3% แต่การเติบโตจะชะลอลงครึ่งหลังของปี

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มได้รับผลกระทบต้นทุนพุ่ง-ยอดขายร่วง ไทยเบฟ เปิดเผยยอดขาย 9 เดือนทรงตัว แต่ต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบกำไรธุรกิจอาหารโดยตรง ยอดขายลดลง 1.4% อยู่ที่ 16,563 ล้านบาท EBITDA ตกลง 19.5%

แนวโน้มทั้งปีต้องเฝ้าระวังภาวะต้นทุนสูง สะท้อนถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแรง
 

3. เศรษฐกิจซึม ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโตต่ำสุดในรอบ 12 ปี

รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ภาพรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทั้งระบบมีการเติบโตเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 12 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังในการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ แนวโน้มของธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลก็มีทิศทางที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สถาบันการเงินต้องปรับกลยุทธ์และดำเนินนโยบายใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาคุณภาพของสินเชื่อ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการทำการตลาดแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted Marketing) เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายนี้

อ่านต่อ: https://today.line.me/th/v3/article/XYLB20X

4. ตลาดหุ้นไทยปิดลบ จากแรงขายหุ้นใหญ่-ความกังวลเศรษฐกิจในประเทศ

ตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,266.67 จุด ปรับตัวลดลง 10.76 จุด หรือคิดเป็น -0.84% โดยได้รับแรงกดดันจากการเทขายหุ้นขนาดใหญ่ ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงแสดงความกังวลอย่างต่อเนื่องต่อแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงอยู่ในภาวะซบเซา และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน

อ่านเพิ่ม: https://www.prachachat.net/finance/news-1865019


5. ตลาด EV ไทยฟื้นตัวดี ครึ่งปีแรกโตสูงแต่การแข่งขันยังดุเดือด
 

ช่วงครึ่งปีแรก 2568 ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยเติบโตอย่างน่าประทับใจ ผู้ผลิตต่างชาติ เช่น GM และ Hyundai จับมือผลิตรถแข่งขันกับค่ายจีน ส่งผลให้เทคโนโลยีในประเทศขยับตาม แม้การแข่งขันจะเข้มข้นต่อเนื่อง

รับชมวิเคราะห์แบบเจาะลึก: https://www.youtube.com/watch?v=WlXY_caBsBs
 

6. ทดสอบใหม่ธุรกิจไทยกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ
 

สหรัฐอเมริกาได้ประกาศปรับโครงสร้างอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าจากหลายประเทศ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป ในส่วนของประเทศไทย สหรัฐฯ ได้ประกาศลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิม 36% เหลือเพียง 19% การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลมาจากการเจรจาทางการค้าระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 1 เดือน

อัตราภาษีใหม่ที่ 19% นี้ถือเป็นอัตราที่สามารถแข่งขันได้กับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนามและฟิลิปปินส์ รวมถึงญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นอัตราที่ต่ำกว่าอินเดีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อศักยภาพการแข่งขันของสินค้าส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ การปรับลดภาษีครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยพยุงความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกของไทยเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยอีกด้วย การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างสมดุลทางการค้าและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียน


7. SME ไทยเร่งรัฐทบทวนมาตรการแก้หนี้-เติมทุน หลัง 95.7% ขอความช่วยเหลือ

สมาพันธ์ SME ได้ออกมาเรียกร้องอย่างเร่งด่วนต่อรัฐบาลให้ทบทวนและดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) โดยเฉพาะการบรรเทาภาระหนี้สินและการสนับสนุนเงินทุน พบว่ามีผู้ประกอบการกว่า 95.7% กำลังประสบปัญหาอย่างหนักและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซาและฟื้นตัวได้ช้า ทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องเผชิญกับสภาพคล่องที่ตึงตัวและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น

ข้อเสนอหลักที่สมาพันธ์ SME ได้ยื่นต่อรัฐบาลประกอบด้วย:
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน: เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการออกมาตรการช่วยเหลือที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที เพื่อบรรเทาผลกระทบที่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญอยู่ เช่น การพักชำระหนี้ การลดอัตราดอกเบี้ย หรือการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับศักยภาพในการชำระคืนของธุรกิจ
การวางมาตรการเพิ่มเครดิตอย่างต่อเนื่อง: เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุนให้กับ SME อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่มาตรการชั่วคราว ซึ่งอาจรวมถึงการจัดตั้งกองทุนพิเศษ การค้ำประกันสินเชื่อโดยภาครัฐ หรือการผ่อนปรนเงื่อนไขการขอสินเชื่อ เพื่อให้ SME สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และมีโอกาสในการเติบโตในระยะยาว

การดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพยุงธุรกิจฐานรากของประเทศ เนื่องจาก SME เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ สร้างงานและกระจายรายได้สู่ภูมิภาค หากธุรกิจเหล่านี้ไม่สามารถประคองตัวอยู่ได้ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ.ก

อ่านต่อ: https://www.matichon.co.th/economy/news_5326008

8. อุตสาหกรรมบันเทิง-สื่อไทยปี 68 โตฝ่าศก.ดิจิทัล, AI เสริมพลัง OTT และโฆษณาออนไลน์

PwC คาดการณ์รายได้ของอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อไทยปี 2568 จะทะลุ 7 แสนล้านบาท แม้เศรษฐกิจชะลอ แต่พลังของสื่อดิจิทัลช่องทางบริการสตรีมมิ่งที่ส่งเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องผ่านผู้ให้บริการโทรทัศน์แบบดั้งเดิม (OTT) และการใช้ AI ยกระดับประสบการณ์โฆษณา ทำให้ภาพรวมยังเติบโตโดดเด่น โดยรายได้หลักยังมาจาก OTT วิดีโอและโฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ตที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://today.line.me/th/v3/article/rm1VN0e

 

9. ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นรับสถานการณ์โลก, สหรัฐฯ เจรจาถือหุ้น Intel สนับสนุนอุตสาหกรรมชิป

ราคาน้ำมันโลกทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบสัปดาห์ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากสงครามในยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานทั่วโลก นอกจากนี้ การคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่าอุปสงค์น้ำมันจะไม่ลดลงอย่างที่เคยกังวล ส่งผลให้ตลาดมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมเข้าถือหุ้นใน Intel Corp. ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเร่งการก่อสร้างโรงงานผลิตชิปแห่งใหม่ในรัฐโอไฮโอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีและลดการพึ่งพาการผลิตชิปจากต่างประเทศ การลงทุนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยให้สหรัฐฯ มีความสามารถในการผลิตชิปที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมต่างๆ ของตนเองมากขึ้น และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกในอนาคต

 

10. เศรษฐกิจไทยซบเซา กำลังซื้ออ่อน ยอดขาย 'มาม่า' ไตรมาส 2 ลดลง 7.26%

ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

จากรายงานผลประกอบการล่าสุดพบว่า ยอดขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "มาม่า" ในไตรมาส 2 ของปี 2568 ได้ลดลงถึง 7.26% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีความระมัดระวังมากขึ้นอย่างชัดเจนในสภาวะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและรายได้ของประชาชนไม่เติบโตเท่าที่ควร หรือที่เรียกว่าภาวะ "เงินเฟ้อและรายได้ฝืดตัว"

สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในครัวเรือนมากยิ่งขึ้น และเลือกที่จะลดการบริโภคสินค้าที่ไม่จำเป็น หรือแม้แต่ลดปริมาณการซื้อสินค้าที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันลง เพื่อให้สอดรับกับกำลังซื้อที่ลดลงและภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

อ่านต่อ: https://www.matichon.co.th/economy/news_5323634

 

11. เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนโตช้าสุดเป็นประวัติการณ์

รายงานการวิจัยร่วมกันจาก Google, Temasek และ Bain & Co. เผยให้เห็นแนวโน้มที่น่าจับตามองในภูมิทัศน์เศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยระบุว่ายอดใช้จ่ายออนไลน์ในภูมิภาคนี้มีการเติบโตเพียง 15% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2017 ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกลยุทธ์ทางธุรกิจของบริษัทต่างๆ จากเดิมที่เคยเน้นการขยายตัวของรายได้อย่างรวดเร็ว มาเป็นการมุ่งเน้นการสร้างผลกำไรและความยั่งยืนมากขึ้น

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ให้เห็นว่ายอดระดมทุนจากภาคเอกชนก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญญาณของความท้าทายที่ธุรกิจในภูมิภาคกำลังเผชิญอยู่ ปัจจัยหลักที่อยู่เบื้องหลังการชะลอตัวนี้คืออุปสงค์ของผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ เช่น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบนิเวศของสตาร์ทอัพและธุรกิจดิจิทัลในอาเซียน บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวและพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ท้าทายนี้ ซึ่งอาจรวมถึงการให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การลดต้นทุน และการสร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้า เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

อ่านรายละเอียด: https://today.line.me/th/v3/article/8nyglqK

 

12. อาเซียนเตรียมเจาะตลาดประเทศ GCC (กลุ่มอ่าวเปอร์เซีย) รับมือเศรษฐกิจโลก

อาเซียนเตรียมแผนเชิงรุกเพื่อขยายตลาดการค้าสู่กลุ่มประเทศ GCC (บาห์เรน, คูเวต, โอมาน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) โดยมีกำหนดการเดินทางไปเจาะตลาดในเดือนกันยายนนี้ การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้เป็นผลมาจากการที่อาเซียนตระหนักถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน จึงเห็นความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงและหาแหล่งตลาดส่งออกใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป